เมื่อวันที่ 9 ต.ค.68  นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  จะเริ่มโอนเงินให้ประชาชนในเดือนต.ค.นี้ว่า เป็นนโยบายเศรษฐกิจเชิงพัฒนาที่ผสานผลประโยชน์ของรัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าด้วยกัน ซึ่ง “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่โครงการแจกเงินแบบไร้ยุทธศาสตร์ หรือแค่ทำไป เพื่อหวังคะแนนเสียง แต่เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้เงินหมุนเวียนจริงในระบบ ทั้งประชาชนได้ประโยชน์และผู้ประกอบการก็อยู่ได้”

นายโอฬาร กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกันเงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน  ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โครงการฯนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  อีกทั้งยังเป็นการ วางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว

นายโอฬาร  กล่าวว่า “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากโครงการแจกเงินทั่วไป เพราะ 1.ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจ่าย 2.เงินหมุนเวียนจริงในระบบผ่านร้านค้าชุมชน 3.กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงแรงงานและผู้ผลิต 4.สร้างผลประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจฐานราก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม ที่ประชาชนไม่เพียงรอรับความช่วยเหลือ แต่กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับรัฐ.