เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงคดี 44 สส.พรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ว่า การที่นักการเมืองและประชาชนมีจริยธรรมเป็นเรื่องดี แต่การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน มีตำรวจจริยธรรมแล้วไม่มีใครไปตรวจสอบตำรวจจริยธรรม ก็อาจจะเป็นอันตรายกับประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ต้องถาม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นหัวหน้าในการสู้คดี ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุ ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือน พ.ย. มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็วแล้วมีการเลือกตั้งในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้งเหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่
“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน พรรคที่ 3 ในกระบวนการของพวกเราอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” นายพิธา กล่าว
เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น



