มนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินล้าน ทำได้ง่ายๆ แค่มีเป้าหมายชัดเจน รู้วิธีเก็บอย่างเป็นระบบ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เงินล้านแรกก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะทุกบาทที่ออมในวันนี้ คือก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงทางการเงินในวันหน้า มนุษย์เงินเดือนทุกคนมีสิทธิคว้าเงินล้านแรกได้ อยากรู้วิธีเก็บเงินล้านแล้ว ไปกันเลย!
ทำไมเก็บเงินล้านแรกถึงยากสำหรับมนุษย์เงินเดือน
การเก็บเงินล้านแรกมักเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างมาก หลายคนที่พยายามเก็บเงิน อาจมีคำถามว่า ทำไม “เก็บเงินล้านแรก” ถึงเป็นเป้าหมายที่ยากเหลือเกิน บางคนเริ่มต้นได้ไม่นานก็รู้สึกท้อ จนล้มเลิกความตั้งใจไป แท้จริงแล้ว ความยากไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน “หนึ่งล้านบาท” แต่ความยากอยู่ที่คำว่า “แรก”
คนที่เคยเก็บเงินล้านแรกได้แล้ว จึงมักพูดว่า “ล้านแรกยากเสมอ ล้านถัดไปง่ายแล้ว” เพราะล้านแรกเป็นการทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน เพื่อให้สามารถเก็บเงินได้และช่วยสร้างวินัยให้กับตัวเอง เมื่อสร้างวินัยได้แล้ว การเก็บออมและการลงทุนในอนาคตจะเป็นเรื่องที่เป็นระบบมากขึ้น
5 เทคนิคเก็บเงินล้านแรก ฉบับมนุษย์เงินเดือน
1. เข้าใจลักษณะรายได้ของมนุษย์เงินเดือน
การทำความเข้าใจโครงสร้างรายได้ ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนสามารถตั้งเป้าหมายการเก็บเงินได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ฐานเงินเดือน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงตามสัญญาจ้าง เป็นรายได้ที่สามารถคาดการณ์ได้ และส่วนที่สองคือ รายได้พิเศษ เช่น โอที, โบนัส, ค่าคอมมิสชัน, ค่าเบี้ยเลี้ยง ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผลงานและนโยบายของบริษัท รายได้ส่วนนี้อาจต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการได้รับรายได้
2. จัดสรรเงินเดือนอย่างเป็นระบบ
สูตร 50-30-20 เป็นวิธีการจัดสรรเงินเดือนที่ได้รับความนิยมระหว่างค่าใช้จ่ายจำเป็น ค่าใช้จ่ายตามต้องการ รวมถึงการออมและการลงทุน วิธีนี้ทำตามได้ง่าย รักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายในปัจจุบัน และรองรับการวางแผนเพื่ออนาคต ทั้งยังสามารถปรับสัดส่วนให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคนได้ เช่น สัดส่วนการออมและลงทุนอาจเริ่มจาก 10% ของรายได้ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อมีวินัยมากขึ้น ที่สำคัญควรจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ เพื่อให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง และแยกได้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือความต้องการ หรืออะไรที่สามารถลดได้
3. ตั้งเป้าหมายในการเก็บเงินล้านแรก
การตั้งเป้าหมายสำหรับการเก็บเงินล้านแรก ต้องกำหนดให้ชัดเจนเลยว่าเราจะนำเงินล้านแรกนี้ไปทำอะไร เช่น ล้านแรกสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน, ล้านแรกสำหรับค่าเทอมลูก, ล้านแรกสำหรับเงินใช้หลังเกษียณ ฯลฯ หากเราตั้งเป้าหมายเพียงแค่ “ฉันอยากมีเงินล้าน” อาจยังไม่แรงกล้าพอที่จะสร้างแรงกระตุ้นให้ลงมือทำจริงจัง นอกจากนั้น อาจแบ่งเป้าหมายย่อย ๆ เช่น เก็บแสนแรกให้ได้ แล้วทำซ้ำ 10 ครั้ง ก็จะถึงล้านได้เช่นกัน
4. เลือกวิธีการลงทุนให้เหมาะกับตัวเรา
วิธีการลงทุนมีหลากหลายวิธี เช่น การจับจังหวะการซื้อขาย (Market Timing), ลงทุนก้อนเดียวครั้งเดียว (Lump Sum) แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน อาจเลือกวิธี Dollar-Cost Averaging (DCA) ซึ่งเป็นการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับรายได้ที่เข้ามาเป็นประจำทุกเดือน เช่น หากมีเงินเดือน 30,000 บาท แบ่งเงิน 10% มาลงทุน ดังนั้น จะมีเงินลงทุนเพิ่มเข้าพอร์ตลงทุน 3,000 บาทในทุก ๆ เดือน
5. วางเงินให้ถูกที่
เมื่อมีเป้าหมายเก็บเงินล้านแรกที่ชัดเจนแล้ว การฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรเลือกการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เพื่อช่วยให้เงินออมเติบโตเร็วขึ้น ที่สำคัญควรศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เข้าใจก่อนลงทุน และกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

4 วิธีเก็บเงินล้านแรกให้เร็วขึ้น
การเก็บเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายล้านแรก มี 4 เรื่องต้องรู้ นั่นคือ เงินต้น เงินเก็บต่อเดือน อัตราผลตอบแทน และระยะเวลาในการเก็บเงิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เงินต้น
จำนวนเงินที่มีอยู่แล้วก่อนเริ่มต้นเก็บเงิน ยิ่งมีเงินต้นมากเท่าไหร่ ก็ไปถึงล้านแรกได้เร็วมากเท่านั้น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บเงินล้านแรก เช่น เก็บเงินล้านแรกจากโบนัสก้อนแรก นอกจากนั้น เงินต้นก็สร้างผลตอบแทนต่อได้อีก
2. เงินเก็บต่อเดือน
จำนวนเงินที่เก็บออมได้ต่อเดือน เกิดจากการจัดสรรเงินเดือนอย่างเป็นระบบ แบ่งเงินมาเก็บออมและลงทุน หากต้องการเพิ่มเงินออมต่อเดือนให้มากขึ้น สามารถหารายได้เพิ่มหรือลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เพื่อให้มีเงินเก็บต่อเดือนเพิ่มขึ้นได้
3. อัตราผลตอบแทน
เปรียบเสมือนการเลือกพาหนะในการเดินทาง ความเร็วและระยะเวลาที่ใช้ต่างกัน การกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต้องการก็เช่นกัน ส่งผลต่อการเลือกสินทรัพย์ลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง โอกาสไปถึงเงินล้านแรกก็เร็ว แต่ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูง ในทางกลับกัน หากลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ไปถึงล้านแรกช้าหน่อย อาจไม่มีความเสี่ยงเลย
4. ระยะเวลาในการเก็บเงิน
ยิ่งมีเวลามาก ดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งช่วยทำงาน ทำให้เราเก็บเงินต่อเดือนไม่ต้องหนักเกินไป โดยเฉพาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน อายุยังน้อย ภาระอาจยังไม่เยอะ สามารถรับความเสี่ยงได้ ยังมีเวลาให้ลองผิดลองถูก
แล้วควรเลือกปรับปัจจัยไหนดี?
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรเลือกปรับปัจจัยไหน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่ก่อนตัดสินใจ อาจลองใช้เครื่องมือคำนวณทางการเงินอย่าง “โปรแกรมออมเท่าไหร่บรรลุเป้าหมาย” เพื่อช่วยเปรียบเทียบทางเลือก และหาวิธีที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดก่อนได้



