กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง สำหรับกรณีการใช้ “เสียงผี” และเสียงยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว เมื่อช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อกดดันชาวกัมพูชาให้อพยพออกจากพื้นที่พิพาท ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” อย่างรุนแรง ซึ่งผู้ริเริ่มการปฏิบัติการนี้คือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช หรือ “กัน จอมพลัง” และทีมงานภาคเอกชน โดยใช้รถแห่ติดตั้งเครื่องขยายเสียง กระจายทั้งเสียงคร่ำครวญคล้ายผี (ซาวด์หลอน) เสียงเฮลิคอปเตอร์ และเสียงเครื่องบินขับไล่ F-16 ในช่วงเวลากลางคืน
แต่การกระทำดังกล่าวนี้เอง กลับถูกตีความโดยฝ่ายกัมพูชาอย่างจริงจัง โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชา (CHRC) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเร่งด่วนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) โดยกล่าวหาว่าเป็นการคุกคามทางจิตใจ และอาจเข้าข่ายการทรมานทางจิตวิทยา ทั้งยังมีการขู่ว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ศาลโลก ซึ่งทำให้ไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ในเวทีสากล

ท่าทีหลากหลายในฝ่ายไทย
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ท่าทีตอบสนองจากผู้มีอำนาจของไทย แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดภายในประเทศ ต่อการรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้น
1.ท่าทีของรัฐบาล ขอเน้นการทูตและอธิปไตย
นายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจปฏิบัติการในพื้นที่ แต่เน้นย้ำให้กระทรวงการต่างประเทศ ใช้การเจรจาทางการทูตเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา นายอนุทิน เชื่อว่า “เหตุการณ์นี้จะไม่ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก เพราะเรารักษาอธิปไตยของไทย”
ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) แสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างบรรยากาศการเจรจา โดยไม่ต้องการให้มีการเพิ่มประเด็นให้ยุ่งยาก และระบุว่าจะพิจารณาว่าการกระทำของภาคเอกชนขัดต่อพันธกรณีสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดยมองว่าเป้าหมายหลักคือการรักษาอธิปไตย
2.ท่าทีของทหารในพื้นที่ ไม่กังวลต่อการร้องเรียน
พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวและไม่สนใจต่อการร้องเรียนของกัมพูชา โดยให้สัมภาษณ์ว่า “จะร้องก็ร้องไป ผมทำในแผ่นดินไทยของผม… อยากจะฟ้องอะไรก็ฟ้องไป ผมไม่แคร์” พร้อมทั้งอ้างเหตุผลการเปิดเสียงเพื่อ “ให้ทหารที่เข้าเวรตื่นตัว”
3.เสียงเตือนจากนักวิชาการและ สส.
ท่ามกลางกระแสชาตินิยม ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญถึงความเสี่ยงของการกระทำนี้ อาทิ..
-นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงความกังวลว่า การกระทำที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อพลเรือน อาจเข้าข่าย “การทรมานทางจิตวิทยา” (Psychological Torture) ตาม อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี
-อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง เตือนว่าการกระทำนี้ เป็นแบบ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ที่สนองตอบ “อารมณ์ระยะสั้น” แต่ไม่เป็นประโยชน์ในเชิงนโยบายระยะยาว เพราะอาจนำไปสู่ความเพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์บนเวทีระหว่างประเทศ
-นายกัณวีร์ สืบแสง สส.เป็นธรรม ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ยั่วยุและละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเสนอให้รัฐบาลกลับไปยึดกลไกทวิภาคีเป็นแนวทางหลัก

เข้าข่าย “ทรมาน” หรือไม่?
ประเด็นทางกฎหมาย ถือเป็นหัวใจสำคัญในวิกฤตินี้ โดยเน้นไปที่นิยามของการทรมานตามอนุสัญญา CAT
อาจเข้าข่ายละเมิด
นางอังคณา นีละไพจิตร แสดงความเห็นว่าการจงใจสร้างความหวาดกลัวต่อพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถตีความได้ว่าเป็นการทรมานทางจิตวิทยา
ไม่เข้าข่ายละเมิด
นายวัส ติงสมิตร (อดีตประธาน กสม.) มองว่าการกระทำดังกล่าว ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานทรมาน เนื่องจากผู้กระทำไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ผลกระทบเป็นเพียง “ความตกใจชั่วคราว” ไม่ถึงขั้น “ทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรง” และขาดเจตนาพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักกฎหมายที่เห็นต่างชี้ว่า แม้ภาคเอกชนเป็นผู้ริเริ่ม แต่การกระทำในพื้นที่ควบคุมของทหาร อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นจุดที่กัมพูชาจะหยิบยกไปใช้ในการโจมตีไทยในเวทีสากล เช่น การประชุมสมาชิกรัฐสภาโลก (IPU)

มองย้อนรอยกรณีเสียงจากเกาหลีใต้
เพื่อทำความเข้าใจการใช้ “ปฏิบัติการเสียง” ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ได้ยกกรณีเปรียบเทียบจากคาบสมุทรเกาหลี
โดยในอดีต เกาหลีใต้ เคยใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่เปิดเพลง K-Pop และข่าวสารบริเวณเขตปลอดทหาร (DMZ) เพื่อตอบโต้ เกาหลีเหนือ การกระทำนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของปฏิบัติการจิตวิทยาทางทหาร (Psychological Warfare) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การใช้เสียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการกดดันหรือโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
อย่างไรก็ตาม กรณี “เสียงผี” มีความแตกต่างออกไป เนื่องจากเป็นการมุ่งเน้นไปที่การสร้างความหวาดกลัวทางจิตใจ (Psychological Fear) ต่อพลเรือน ซึ่งทำให้ถูกนำไปผูกโยงกับประเด็นสิทธิมนุษยชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อการทูตและทางออกที่ต้องเดินหน้า
รัฐบาลไทยยืนยันที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อลดความตึงเครียด นายสีหศักดิ์ รมว.กต. มีกำหนดการเดินทางไปหารือกับมาเลเซีย และพบปะกับฝ่ายกัมพูชาในเร็ว ๆ นี้ เพื่อคลี่คลายประเด็นหลักที่ค้างคา โดยพยายามแยกเรื่อง “เสียงผี” ออกจากประเด็นการเจรจาหลัก
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากรัฐบาลดำเนินนโยบายที่อิงกับ “กระแสชาตินิยมนำการเมือง” และ “ความสะใจ” ระยะสั้น อาจส่งผลเสียต่อการเจรจาในระยะยาว และยังเพิ่มความเสี่ยงที่กัมพูชาจะใช้เวทีการประชุมระดับโลก เช่น Asean Summit (26-28 ตุลาคม 2568) หรือเวที IPU (17-23 กุมภาพันธ์ 2569) เป็นเครื่องมือในการโจมตีประเทศไทย
ขณะเดียวกัน การที่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวรีกูล” ได้ตอบกลับหนังสือของ “นายโดนัลด์ ทรัมป์” ที่เสนอตัวเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ก็เป็นสัญญาณว่าช่องทางทางการทูตยังคงเปิดกว้างอยู่ แต่รายละเอียดของทางออกที่ชัดเจน ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกันต่อไป..



