สำหรับกิจกรรมในวันที่ 10 ต.ค. เป็นการประชุมเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “ก้าวถัดไปของกฎหมายสมรสเท่าเทียม” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

คุณปาสคาล-อาแล็กซ็องดร์ โรช (ซ้าย), คุณมัณทรี อุชชิน (กลาง) และคุณไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ (ขวา)

คุณมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า ประเด็นการสมรสเท่าเทียม และการรับรองสิทธิในการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนถึงรากฐานของสังคม ความหมายของครอบครัว และคุณค่าของความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์

นอกจากนี้ คุณมัณทรียังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “บทใหม่ทางประวัติศาสตร์” ด้วยการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 และการสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือประเด็นทางกฎหมาย และเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อทำให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่อนาคตที่มั่นคง ในเรื่องการสมรสเท่าเทียม

คุณไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมประเทศไทย กล่าวแสดงความขอบคุณสำหรับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ในการจัดทำและผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม จนประสบความสำเร็จ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้นับเป็นความก้าวหน้าทางกฎหมาย และความเข้าใจของฝ่ายต่าง ๆ ที่มีต่อความเท่าเทียม อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเท่าเทียมในทุกมิติของสังคม

ขณะที่ คุณปาสคาล-อาแล็กซ็องดร์ โรช ผู้แทนกรมกิจการยุโรปและระหว่างประเทศ กระทรวงยุติธรรมฝรั่งเศส กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับผลลัพธ์ของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นประเด็นต่อยอดจากกิจกรรมสัปดาห์กฎหมายและความยุติธรรมฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 1 พร้อมกับเสริมว่า ประเทศฝรั่งเศสพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศไทย ในการดำเนินการด้านกฎหมายสมรสเท่าเทียม รวมถึงหารือในประเด็นที่ละเอียดอ่อนของกฎหมายดังกล่าว

คุณวิทิต มันตาภรณ์

หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้น คุณวิทิต มันตาภรณ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านรสนิยมและอัตลักษณ์ทางเพศ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยในหลายมาตรา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม

ยิ่งไปกว่านั้น คุณวิทิตยังพูดถึงรายละเอียดแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การรับรองเพศสภาพ การอุ้มบุญ การรับบุตรบุญธรรม สัญชาติ ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอ่อน เช่น เจตนาทางแพทย์ เจตนาทางการเมือง และกลุ่มธุรกิจ โดยพิจารณาจากกฎหมายที่มีอยู่ของประเทศไทย และเปรียบเทียบกับการดำเนินการทางกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส

ถัดจากปาฐกถาพิเศษ เป็นการเสวนาโต๊ะกลมภายใต้หัวข้อ “ผลลัพธ์ของกฎหมายสมรสเท่าเทียม” โดยวิทยากร 4 ท่าน ได้แก่

คุณวาเลรี กรีโมด์ (ซ้าย) และคุณฉัตราภรณ์ ดิษฐศรีพร (ขวา)
คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ (ซ้าย) และคุณนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ (ขวา)

1) คุณฉัตราภรณ์ ดิษฐศรีพร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมประเทศไทย

2) คุณวาเลรี กรีโมด์ ทนายความผู้ขึ้นทะเบียนกับเนติบัณฑิตยสภาเมืองแซน-แซ็งต์-เดอนีย์ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการด้านความเสมอภาค และกฎหมายแห่งสภาแห่งชาติเนติบัณฑิตยสภาฝรั่งเศส

3) คุณนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมประเทศไทย

4) คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศไทย

วิทยากรทั้งสี่ท่าน ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศ พัฒนาการของหน่วยงานภาครัฐในเรื่องความหลากหลายทางเพศ หลังการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม และอุปสรรคความท้าทายในการขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้จัดงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สอบถาม แบ่งปันประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม

คุณกาโรลีน ชาร์ปองตีเยร์

ทั้งนี้ คุณกาโรลีน ชาร์ปองตีเยร์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายศาลยุติธรรม กำกับดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกไกล ประจำสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ให้เกียรติสัมภาษณ์นอกรอบการประชุมเชิงวิชาการ ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมสัปดาห์กฎหมายและความยุติธรรมฝรั่งเศส-ไทย

คุณชาร์ปองตีเยร์ กล่าวว่า สัปดาห์กฎหมายและความยุติธรรมฝรั่งเศส-ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรด้านกฎหมาย และประชาชนที่สนใจ ทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวไทย เข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อทั่วไปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สันทัดกรณีจากทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทย ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายโนตารี กฎหมายสมรสเท่าเทียม และอื่น ๆ โดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ทำงานอย่างใกล้ชิดกับศาลปกครองสูงสุด กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงที่ต่อยอดจากข้อเสนอแนะของกิจกรรมครั้งก่อนหน้านี้

คุณชาร์ปองตีเยร์ กล่าวว่า สัปดาห์กฎหมายและความยุติธรรมฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. 2567 ตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการลงมติผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก่อนที่จะนำมาสู่การรับรองและบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คุณชาร์ปองตีเยร์ได้รับข้อมูลสถิติเกี่ยวกับคู่รักเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสในประเทศไทย “มากกว่า 20,000 คู่” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้

ดังนั้น สัปดาห์กฎหมายและความยุติธรรมฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 2 จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการพูดคุยหารือเกี่ยวกับผลลัพธ์ของกฎหมายสมรสเท่าเทียม สถานการณ์ในปัจจุบัน และความก้าวหน้าในอนาคต

ความคิดเห็นเกี่ยวกับความก้าวหน้าของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย

สำหรับคุณชาร์ปองตีเยร์ กฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับสังคมไทย และสำหรับโลกโดยรวมที่กฎหมายทำให้ผู้คนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการปกป้องผู้คนที่สามารถได้รับสิทธิเหมือนกับคนอื่น

กระนั้น คุณชาร์ปองตีเยร์มองว่า สังคมยังไม่มีความเสมอภาคโดยสิ้นเชิง เพราะความแตกต่างระหว่างคู่รักต่างเพศ กับคู่รักเพศเดียวกัน รวมถึงผลที่ตามมาเกี่ยวกับองค์ประกอบของครอบครัว ซึ่งแม้กฎหมายจะผ่านและมีผลบังคับใช้แล้ว แต่มันไม่ได้หมายความว่า ความคิดของผู้คนจะเปลี่ยนไปในทันที

จริงอยู่ที่ว่ามันยังมีขั้นตอนถัดไป และกระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม คุณชาร์ปองตีเยร์มีความหวังอย่างแรงกล้า และมั่นใจว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในเส้นทางนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนที่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน และบรรลุความเสมอภาค.

เรื่อง-ภาพ : นภัทร แจ้งอัมพร

เครดิตภาพ : สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย