เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนระบบสาธารณสุขของไทยอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ “พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชำระหนี้ที่ค้างจ่ายแก่รพ.มงกุฎวัฒนะ กว่า 110 ล้านบาท ซึ่งรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน เดือนต.ค.2568 และหนี้ก้อนนี้ทำให้โรงพยาบาลฯ ขาดสภาพคล่องขั้นรุนแรง จนต้องกู้เงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ที่สำคัญยังทำให้จำเป็นต้องประกาศหยุดให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) สิทธิบัตรทอง เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2568

กลายเป็นการเปิดหัวของการส่งเสียงฟ้องสังคมและฝ่ายต่างๆ ให้รับรู้ถึงปัญหาเรื้อรังที่สปสช.ค้างจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยบริการหลายแห่งทั่วประเทศนานหลายปี ไม่เว้นแม้กระทั่งเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ ก็ยังได้รับผลกระทบ

เรื่องดังกล่าวสร้างปัญหาทางการเงินต่อสถานพยาบาล และส่งผลกระทบสำคัญต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า “บัตรทอง” ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลให้สิทธิแก่ประชาชนคนไทยได้มีหลักประกันสุขภาพ สามารถรับบริการการรักษาพยาบาล ถือเป็นเสาหลักด้านสาธารณสุขของไทยมานานหลายสิบปี และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐ และอาจกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนในระยะยาว

ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นอดีตรมว.สาธารณสุข ยอมรับว่า สปสช.ต้องเร่งบริหารจัดการเรื่องการเงิน เพราะติดหนี้แทบทุกโรงพยาบาล ตนกำลังพิจารณาเรื่องจัดงบกลางไปเคลียร์บัญชีเหล่านี้

ด้านผู้บริหารสปสช. ชี้แจงว่า ค้างหนี้รพ.มงกุฎวัฒนะเพียง 37 ล้านบาท จะทยอยจ่ายตามขั้นตอน ส่วนการจ่ายเงินให้รพ.ต่างๆ ล่าช้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลการเบิกจ่ายของรพ.ไม่ถูกต้อง จึงต้องส่งให้กลับไปแก้ไข และกองทุนบัตรทอง ปีงบประมาณ 2569 มีไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงจะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอรับงบกลาง 8,092 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกแบ่งออกมา 4,319 ล้านบาท ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จ่ายหนี้ เสริมสภาพคล่องให้หน่วยบริการ

ระหว่างที่ภาครัฐอืดอาด ถูกวิจารณ์ว่าพยายามซุกปัญหาไว้ใต้พรม และส่อแววจะชักดาบ บรรดารพ.ต่างๆ ต้องเร่งหาทางเอาตัวรอด ทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างรายได้มาเลี้ยงตัวเอง อย่างเช่น การเปิดคลีนิกพรีเมียม คลินิกพิเศษ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่พอมีกำลังทรัพย์ พร้อมกับเป็นทางรอดหนึ่งสำหรับ รพ.ด้วย

ขณะเดียวกัน มีการเรียกร้องให้สปสช.กำหนดกรอบเวลาและแนวทางชัดเจนในการชำระหนี้ ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงินย้อนหลัง ต้องตั้งคณะทำงานร่วมกับฝ่ายโรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบข้อมูลและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ที่สำคัญ ต้องเลิกเน้นการเพิ่ม “สิทธิบัตรทอง” จนกลายเป็นนโยบายประชานิยมสร้างคะแนนเสียงให้รัฐบาล ในยามที่สปสช.ยังมีงบประมาณจำกัด และไม่มีการเพิ่มงบประมาณให้สถานพยาบาลอย่างเหมาะสม

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล สปสช. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ไขโจทย์ใหญ่นี้อย่างจริงจัง เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาทางบัญชี หากยังปล่อยทิ้งไว้ต่อไป หนี้สินยิ่งพอกพูน รพ.จะขาดเงินหมุน ยิ่งกระทบหนักต่อบริการรักษาพยาบาล กัดกร่อนระบบสาธารณสุขของไทยเสี่ยงล่มสลาย และสุดท้าย ผู้รับชะตากรรมเต็มๆ คือประชาชนทั้งประเทศ.