ประเทศไทยเดินหน้าปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมในปี พ.ศ. 2608 เป็นปี พ.ศ. 2593 ตามนโยบายของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 370 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) วิเคราะห์ว่า เส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. การปรับปรุงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม, 2. การจัดการสินทรัพย์เสี่ยงสูญค่า (Stranded Assets) และ 3. การระดมเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยมองว่าการเร่งรัดนโยบายดังกล่าวอาจทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหากได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

3 กฎหมายหลักหนุนเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

แรงขับเคลื่อนหลักในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำมาจากกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอากาศสะอาด, พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะกำหนดบทลงโทษทั้งโทษปรับและคดีอาญาสำหรับผู้ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน เพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนในระบบควบคุมมลพิษอย่างเร่งด่วน ขณะที่ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง ‘ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ’ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถติดตามและซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างโปร่งใส

ด้านแผน PDP ฉบับปี 2567 ตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 51% ภายในปี 2580 โดยมีแนวโน้มปรับแผนอีกครั้งให้เร็วขึ้น เพื่อยุติการใช้ถ่านหินก่อนปี 2593 เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ถึง 21.9–55.4% รวมถึงการปรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติให้ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนแทน และลงทุนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Technologies)

ความเสี่ยงสินทรัพย์สูญค่าและต้นทุนเปลี่ยนผ่านสูง

ภาคพลังงานและภาคขนส่ง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศรวมกว่า 69% ของปริมาณทั้งหมด จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและยานยนต์ดีเซล ซึ่งอาจกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้รองรับเชื้อเพลิงสะอาด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยทั้งหมดจะทยอยปลดระวางก่อนปี 2593 ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะต้องเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงสินทรัพย์สูญค่า ขณะที่รถบรรทุกดีเซลใหม่ซึ่งมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปี จะได้รับผลกระทบอย่างมาก รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการจำกัดการใช้งานหรือลดการนำเข้า เพื่อป้องกันการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ

งบประมาณเปลี่ยนผ่านยังขาดแคลนกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี

รายงานระบุว่า ไทยจำเป็นต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1.28 ล้านล้านบาทต่อปี เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 แต่ปัจจุบันใช้งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมเพียงประมาณ 0.24 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน ระบบสายส่งไฟฟ้า และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังกำลังอยู่ระหว่างจัดตั้ง ‘กองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด’ เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ฟาร์มภาคประชาชนและระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษากลไก ‘Green Finance’ เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย

‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ให้สัมภาษณ์ในเวที ‘Thailand Climate Leadership Forum 2025’ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า การเร่งเป้า Net Zero แสดงถึงจุดยืนของประเทศในการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน และสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติว่าไทยพร้อมเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ภาคธุรกิจเดินลำพัง แต่จะร่วมลงทุนและออกนโยบายที่เป็นธรรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนผ่านไปด้วยกันได้”

ทั้งนี้ ไทยจะประกาศยืนยันเป้าหมาย Net Zero ใหม่อย่างเป็นทางการในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ใน ปลายปีนี้ โดยคาดว่าการปรับนโยบายครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางพลังงานไทย และวางรากฐานให้ประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ภายในสามทศวรรษข้างหน้า