เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 นายกฯ เน้นว่า การดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาล เราจะเน้นในเรื่องของการทำนโยบายควิกวิน หรือตามคำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง คือ Quick Big Win เพื่อให้สอดคล้องอยู่ในกรอบเวลาที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มตัว ยึดแนวคิดกระตุ้นสั้นได้ผลยาว
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 ว่า ที่ประชุมวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 4 เดือนนี้ จะเสนอแผนโดยกระทรวงการคลังว่าจะมีโรดแม็พและแอ๊คชั่นแพลนจะทำอย่างไร ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแอ๊คชั่นแพลนของกระทรวงเศรษฐกิจออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์ถัดไป มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปี 68 ของรัฐบาล จะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้
ภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจเสร็จสิ้น นายพรพจน์ เพ็ญพาส ที่ถูกโยกย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน สมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็น รมว.มหาดไทย ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา มติ ครม. แต่งตั้งให้กลับมาเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ตามเดิม และนายสยาม ศิริมงคล อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ที่ถูกโยกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ในสมัยนายภูมิธรรม และ ครม.ย้ายให้กลับมาเป็นอธิบดี พช. ได้ขึ้นไปหานายกฯ ที่ห้องประชุม เพื่อนำพวงมาลัยมามอบให้ พร้อมกล่าวขอบคุณนายกฯ
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่.. พ.ศ. … จำนวน 3 ฉบับของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นวันที่ 2 ก่อนที่จะมีการลงมติในวาระรับหลักการ
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารมักไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพราะเนื้อหาไม่เป็นที่ยอมรับ จึงต้องเขียนใหม่ และเกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา การแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก็ต้องเริ่มจากสร้างระบบที่ดี เวลาหาเสียงทุกพรรคก็ชูให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากไม่แก้ เข้าไปก็ทำงานยาก คนที่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จได้คือพรรคภูมิใจไทย โดยมี สว.เป็นคนชี้ขาด และคนที่ประสาน สว.ได้ดีสุดคือ พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สมควรที่จะทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.69 (กรณียุบสภาวันที่ 31 ม.ค.) ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค.68 เว้นว่างระยะเวลาไว้ 10 วัน เพื่อเผื่อเวลาให้ประธานรัฐสภา เตรียมการและต้องให้เวลานายกฯ หารือ กกต. กำหนดวันประชามติ
ก่อนการลงมติ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปอภิปรายร่างของพรรคภูมิใจไทย ว่า การที่ กมธ. มีเวลา 40 วัน ในการพิจารณาความเห็นไม่ตรงกันใน 3 ร่าง หากไม่เกิดความรอมชอม ก็จะไม่สำเร็จ เจตนารมณ์พรรคภูมิใจไทยต้องการให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ติดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ร่างของพรรคภูมิใจไทยจึงให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ส.ส.ร.แทน
“ที่กังวลเรื่องประชาชนไม่มีส่วนร่วมนั้น เราพร้อมให้ใช้นำตัวแทนประชาชน เช่น อบต. เทศบาล มาเลือก ส.ส.ร.จังหวัด อาจจะให้เลือกมา 300 คน ตามโมเดลพรรคเพื่อไทย แล้วส่งให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ถือเป็นการถอยโดยใช้ส่วนผสมพรรคเพื่อไทยมารวมด้วย อะไรเป็นอุปสรรคเราพร้อมถอย ลดความกังวลของเพื่อนสมาชิก อยากให้ได้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน มีประชาชนเป็นหุ้นส่วนประเทศ” นายภราดร กล่าว
ปรากฏว่า ที่ประชุมรับหลักการร่างของพรรค ปชน.และภูมิใจไทย แต่ของเพื่อไทยนั้น เสียงรับรองของ สว.เห็นชอบไม่ถึง 1 ใน 3 จึงตกไป ที่ประชุมได้โหวตลงมติตัดสินว่าจะใช้ร่างพรรค ปชน. หรือพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ผลปรากฏว่า ได้คะแนนเท่ากันคือ 290เสียง งดออกเสียง 15 เสียง เพราะพรรคเพื่อไทยโหวตให้ ปชน. มีผู้ขานคะแนนด้วยวาจาเพิ่ม 7 คน มี 5 คน ขานคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย อีก 2 คน ให้พรรค ปชน. ทำให้ร่างพรรคภูมิใจไทยได้รับความเห็นชอบให้เป็นร่างหลัก 297เสียง ร่างพรรค ปชน. 292 เสียง สส. ปชน. และเพื่อไทย เสนอให้นับคะแนนใหม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยให้นับคะแนนใหม่ โดยการขานชื่อลงคะแนน
เมื่อโหวตโดยการขานชื่อ ปรากฏว่า ร่างของพรรค ปชน.กลับมีคะแนนนำมา 300 คะแนน ขณะที่ร่างของภูมิใจไทย ได้ 287 คะแนน จึงให้ กมธ.พิจารณาโดยเอาร่างของ ปชน.เป็นหลัก
ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย แถลงข่าวท่าทีต่อรัฐธรรมนูญ นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. แถลงว่า กระบวนการรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิม แล้วจัดทำฉบับใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจเปิดช่องให้ยกเลิกหรือปรับลดมาตราที่มีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น มาตรา 160 (4) เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาตรา 160 (5) เรื่องการไม่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา 144 ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนด้านงบประมาณ
“ทางกลุ่มเห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะรายมาตรา เพื่อปรับปรุงในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการปราบปรามการทุจริตให้เข้มข้นขึ้น กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ยืนยันชัดว่าเราจะเดินหน้าคัดค้านการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับในทุกเวที” นายสมชาย กล่าว
ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ในการประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปีงบประมาณ 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มีข้อเสนอแผนงบประมาณที่สำคัญในการแก้ปัญหาขาดทุนของ รพ. อาทิ หารือกับ สปสช.ในการเพิ่มอัตราการจ่ายกรณีผู้ป่วยใน บัตรทองจาก 8,350 บาท เป็น 13,000 บาท โดยในปีงบฯ 2570 จะขอที่ 10,000 บาท ต่อไปจะขอที่ 13,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีแผนหารายได้เพิ่ม จากการขยายบริการห้องพิเศษและบริการโฉมใหม่ของกลุ่มข้าราชการผ่านพรีเมียมคลินิกในและนอกเวลาราชการอีก 20% ปฏิรูประบบจัดสรรและบริการคนไข้ประกันสังคม เน้นสัดส่วนคนแข็งแรงต่อคนป่วยให้พอเหมาะ และหาแหล่งเงินนอกงบประมาณ รวมกว่า 86,000 ล้านบาทต่อปี ได้แก่ ประกันชีวิตเอกชน 20,000 ล้านบาทต่อปี กลไกประกันสุขภาพภาคสมัครใจจ่ายเพิ่มจากสิทธิประโยชน์เดิม 16,000 ล้านบาท ประกันนักท่องเที่ยว 40,000 ล้านบาท และประกันแรงงานและคนต่างด้าว 10,000 ล้านบาท.
“ทีมข่าวการเมือง”



