ไม่ว่าจะผ่านมากี่ดราม่าชีวิตของนักร้องสาว “เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ” หรือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ก็ยังคงเดินหน้าหาเงินอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมดราม่าเรื่องหนี้สินของ “คุณแม่เกตุ” สาวเจนนี่ก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สลัดความเศร้าไลฟ์สดขายของ จนกลายเป็น “ปรากฏการณ์เจนนี่” ที่ทำยอดขายถล่มทลายหลักร้อยล้านบาทในเวลาอันสั้น!
ความปังระดับนี้ทำเอาเหล่าคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ต่างต้องต่อคิวแห่กันไปขอแจมไลฟ์กับเจนนี่ ไม่เว้นแม้แต่ดาราสาวสวย “พิม-พิมประภา ตั้งประภาพร” ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดใจในงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการ “In The 8ight” เรียลลิตี้เกิร์ลเลิฟ แนว survival พร้อมรีวิวเบื้องลึกเบื้องหลังที่ได้ไปร่วมเทศกาลเจนนี้อย่างละเอียด โดย พิมเผยว่า
“น้องเขาเป็นคนเก่งด้วย คือเราอยากจะซัพพอร์ตคนเก่งอยู่แล้ว และปฏิเสธไม่ได้ว่าเจนนี่สามารถทำยอดขายได้จริง ๆ นะ ที่สำคัญเลยคือเป็นคนที่มีธรรมชาติในการไลฟ์สูงมาก เป็นคนที่ทำคอนเทนต์เก่ง พิมชอบผู้หญิงเก่ง รู้สึกว่าอยากจะซัพพอร์ต และเราก็อยากจะเป็นคนหนึ่งที่อยากให้เขาซัพพอร์ตสินค้าเราเหมือนกัน แล้วต้องยอมรับว่าทุกแบรนด์ที่ไปไลฟ์กับเจนนี่ เอ็นเกจดีแทบจะทุกแบรนด์เลย”
“คือช่วงแรกที่พิมไปไลฟ์ ก็จะมีลิมิตอยู่ว่าเจนนี่เขาจะคิดทีละ 1,000 ออเดอร์ แล้วตอนนั้นพิมจะเอาแค่สองล็อต ก็คือ 2,000 ออเดอร์ แล้วตอนนั้นเขายังลิมิตออเดอร์อยู่ เกินนั้นไม่ได้ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนกฎให้สามารถเพิ่มล็อตได้เรื่อย ๆ ถ้าแบรนด์ต้องการ แล้วคือจะบอกว่าในแพลตฟอร์ม TikTok มันจะมีทั้งคนที่ชำระเงิน เก็บปลายทาง ด้วยความที่แอปพลิเคชันเขาเปิดกว้าง มันก็จะมีคนที่ยกเลิกออเดอร์ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น 1,000 ออเดอร์มันจะมีรวมทั้งสามอย่างที่พิมพูดถึงแล้ว คือพอถึงปลายทาง ทางแบรนด์ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีอยู่ดีว่าลูกค้าจะยกเลิกกี่ออเดอร์ แล้วลูกค้าจะชำระปลายทางกี่ออเดอร์ แล้วคือชำระแน่ ๆ แล้ว ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่ง อันนี้พิมว่าทุกบ้านอาจจะรู้อยู่แล้วในข้อนี้ เพราะฉะนั้นใครที่เจนนี่มาไลฟ์ให้หลายครั้งก็คงรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว“

“แล้วทางพิมรู้อยู่แล้วว่าการที่ไป มันเป็นการเปิดการมองเห็นอย่างหนึ่ง และก็เป็นการซัพพอร์ตน้องอีกหนึ่งด้วย แล้วด้วยความที่พิมทำแบรนด์ แล้วก็ทำคอนเทนต์ พิมก็รู้สึกว่าน้องทำคอนเทนต์เก่ง แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเขาที่หน้างานเหมือนกันและพิมไม่ได้เรียกว่ามันเป็นความเสี่ยง พิมเรียกว่ามันเป็นโอกาส เพราะว่าตอนนี้ทุกแบรนด์ ถ้ามันไม่ดีจริง ไม่มีใครโทรสายไหม้กันขนาดนี้ เพราะฉะนั้นพิมว่ามันไม่ใช่ความเสี่ยง แต่มันคือทุกแบรนด์ ก็ต้องการโอกาสนี้กันทั้งนั้น“
พิม เผยต่อว่า”เน้นการโปรโมตเพื่อให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น พิมหวังแบบนั้น เพราะพิมว่าเราคงไม่ได้รวยจากสิ่งนี้ พูดตรง ๆ แล้วก็ไม่ได้กำไรมหาศาลจากการไปไลฟ์ แต่พิมหวังว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อจากสินค้าที่ซื้อไปในราคาที่ถูกมากจริง ๆ เพราะว่าวันนี้พิมจบจากงานก็จะไปไลฟ์ต่อ จะวิ่งไปที่บ้านเจนนี่เลย แล้วก็เอาราคาที่ดีที่สุดให้ อย่างที่บอกว่าลูกค้าได้ราคาที่ดี ได้ลองใช้ แล้วกลับมาซื้อใหม่ คือสิ่งที่เราคาดหวัง พิมหวังว่าถ้าลูกค้าได้ลองสินค้าเรา เปิดใจด้วยราคาที่ดี แล้วเขาเห็นว่าสินค้าเราดี เขาจะกลับมาซื้อใหม่ อันนี้คือสิ่งที่แบรนด์เราจะได้กำไรจากตรงนี้“

“พิมว่ามันเป็นการมองเห็น อย่างที่บอก พิมอยากให้คนลองใช้จริง ๆ พอเราให้โปรโมชั่นที่ถูกแล้ว หวังว่าคนจะเปิดใจว่า โอเค ลองดูแล้วกัน เพราะว่าราคาก็ดีด้วย หวังว่าเขาได้ลองแล้วจะชอบสินค้าเราจากผลิตภัณฑ์ที่มันมีคุณภาพจริง ๆ ไม่ได้หวังว่าเขาจะมองข้ามดราม่าหรืออะไร แต่หวังว่าเขาจะกลับมาซื้อของที่มีคุณภาพดีค่ะ ก็หวังว่าใช้แล้วชอบ ก็กลับมาอุดหนุนใหม่ สีใหม่ ๆ ของแบรนด์ด้วยแล้วกันค่ะ วันนี้ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายนะคะ เพราะเจนนี่เขาก็ถามหน้างานอยู่แล้วว่าต่อไหม แล้วพิมกับทีมก็จะไปปรึกษากันหน้างาน ว่าต่อไหม แต่เราก็มีเลขในใจไว้คร่าว ๆ แล้ว”
“กรณีที่เจนนี่จะให้เซ็นสัญญา ป้องกันว่าสินค้าไม่มีสารอันตรายเรื่องนี้พิมไม่ทราบเลยค่ะ แต่ว่าคิดว่าเขาน่าจะสกรีน พิมว่าหลังบ้านพิมก็น่าจะเป็นคนคุย พิมยังไม่ได้มีการคุยเรื่องสัญญาอะไรค่ะก็ดีใจที่หลาย ๆ คนเปิดใจค่ะ แล้วก็ดีใจที่หลายคนให้โอกาสที่จะลองสินค้าเรามากขึ้น ก็ยังไม่อยากใช้คำว่ากลับมา หรืออะไร แต่ว่าพิมก็จะทำให้ดีที่สุด ก็หวังว่าทุกคนจะเปิดใจและลองใช้สินค้าค่ะ”



ขอบคุณภาพจาก: pimprapa.t



