เวลาไปสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูง แล้วเจอเมนูอาหารไทยอย่างน้ำพริกกะปิกับ “ปลาทูทอด” ก็ชวนให้คิดถึงคำถามที่ว่า กิน ‘ปลาทู’ ฤดูไหนอร่อยที่สุด? เรามาไขคำตอบในเรื่องนี้กันดีกว่าครับ เริ่มจาก “ปลาทู” ที่คนไทยเรานิยมบริโภคมาที่สุดก็คือ “ปลาทูตัวสั้น” หรือ “ปลาทูสั้น” (Short Mackerel) ขนาดความยาวทั่วไปประมาณ 20 ซม. สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 34.5 ซม. และจะเข้าสู่ระยะเจริญพันธุ์ที่ความยาวประมาณ 17 ซม. รูปร่างลำตัวสั้น ป้อม แบน มีลักษณะส่วนหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยม สีเงินหรืออมเขียว ตาดำ

คุณภาพเนื้อแน่นแต่นุ่ม เมื่อกดลงไปที่ตัว เนื้อจะกลับคืนสภาพเดิม (ไม่บุ๋มลงไป) และมีไขมันสูง ทำให้รสชาติดีกว่าปลาทูจากแหล่งอื่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะปลาทูไทยกินพืชและแพลงก์ตอนที่อุดมสมบูรณ์ในอ่าวไทย ปลาทูมักอาศัยอยู่ในน้ำตื้นตามชายฝั่งทะเล ที่มีความลึกน้อยกว่า 50 เมตร โดยแหล่งที่มีชื่อเสียงและรสชาติอร่อยคือ อ่าวไทยตอนใน (บริเวณที่เรียกว่า “อ่าวตัว ก”) โดยเฉพาะปลาทูที่จับได้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม จะถูกเรียกว่า “ปลาทูแม่กลอง”

“ปลาทู” สามารถวางไข่ได้เกือบตลอดทั้งปี แต่จะมีช่วงที่เข้มข้นเป็นพิเศษ การวางไข่มักเกิดขึ้นในอ่าวไทยตอนกลาง และมีการพบว่ามี 2 ช่วงหลักคือ มกราคม-มีนาคม และมิถุนายน-สิงหาคม ไข่ปลาทูเป็นแบบไข่ครึ่งจมครึ่งลอยน้ำ และใช้เวลาฟักประมาณ 16-17 ชั่วโมง สำหรับมาตรการปิดอ่าว กรมประมงได้มีการประกาศมาตรการปิดอ่าวไทย ในช่วงฤดูปลาทูวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาทูและสัตว์น้ำมีไข่อื่นๆ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ของทุกปี

สำหรับเรื่องที่ว่า กิน “ปลาทู” ฤดูไหนอร่อยที่สุดนั้น จากข้อมูลพบว่า ปลาทูโตเต็มวัยพร้อมเจริญพันธุ์จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาทูโตเต็มที่มีเนื้อหวานมันกำลังดี แต่ถ้าปลาทูไปวางไข่แล้วในช่วงหลังเดือนกุมภาพันธ์ส่วนใหญ่จะพบว่ามีเนื้อก็จะหยาบกระด้าง ในประเทศไทยพบว่ามีนอกจากปลาทูสั้นแล้ว ยังมี “ปลาทูยาว” อีกชนิดที่นิยมบริโภค ซึ่งปลาทูยาวนั้นจะอาศัยในทะเลน้ำลึก แต่เนื้อจะหวานน้อยกว่าปลาทูสั้น

ในส่วนของคุณประโยชน์ของ “ปลาทู” นั้น มีตั้งแต่ โอเมก้า 3 (Omega-3) ซึ่งรวมถึง DHA และ EPA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ การเรียนรู้ และอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและโรคสมาธิสั้นได้ นอกจากนี้ยังมี ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Omega-3 และ Omega-6)

ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบ และโรคหลอดเลือดสมอง เสริมสร้างกระดูกและฟัน เป็นแหล่งของแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กและผู้สูงอายุ.