เจ้าของรถที่ประสบปัญหาถูกนกขี้ใส่อย่างไม่เป็นธรรม!! อาจต้องหันมาพิจารณาสีรถของตัวเองเสียใหม่ หลังผลการสำรวจล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ชี้ว่านกไม่ได้ถ่ายมูลแบบสุ่ม แต่มีความชอบในการเล็งเป้าหมายไปที่รถยนต์บางสี และบางยี่ห้อเป็นพิเศษ

จากการสำรวจเจ้าของรถยนต์ 1,000 ราย โดย Alan’s Factory Outlet ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงรถและหลังคา พบรูปแบบที่น่าสนใจ และทำให้หลายคนตกตะลึง

ผลสำรวจเผยว่า รถยนต์ที่ดึงดูดให้นกขี้ใส่มากที่สุดคือ รถสีน้ำตาล โดยมีรถสีแดงและสีดำ ตามมาติด ๆ ในทางตรงกันข้าม รถยนต์สีสว่างอย่าง สีขาว สีเงิน และสีเทา มีความเสี่ยงต่อการถูกนกจู่โจมน้อยกว่า

ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับความสามารถในการมองเห็นของนก ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ นกสามารถรับรู้แสงอัลตราไวโอเลต (UV) ทำให้สีบางสีปรากฏเด่นชัดและสดใสกว่า ส่งผลให้ยานพาหนะบางสี มีแนวโน้มที่จะตกเป็นเป้าหมายถูกขี้ใส่มากกว่า

เมื่อแบ่งตามยี่ห้อ รถกระบะ Ram ถูกจัดอยู่ในอันดับหนึ่งที่โดนนกขี้ใส่มากที่สุด ตามมาด้วยยี่ห้อรถขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น Jeep, Chevrolet, Nissan, Dodge และ Kia

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ยี่ห้อเหล่านี้ติดอันดับสูง อาจเพราะเป็นยานพาหนะที่มีขนาดใหญ่ เช่น รถกระบะ มีพื้นที่ผิวสัมผัสที่กว้างกว่ารถยนต์ จึงมีโอกาสที่จะถูกขี้นกมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกบางชนิดอาจเข้าใจผิดคิดว่าเงาสะท้อนของตัวเองบนพื้นผิวรถที่มันวาว หรือกระจกมองข้าง เป็นสุนัขหรือนกคู่แข่ง ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าววนเวียนอยู่รอบรถ และทิ้งร่องรอยไว้มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจและตอกย้ำความรู้สึกของผู้ขับขี่คือ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 58% ระบุว่าเคยพบเห็นมูลนกหลายครั้งในวันเดียวกัน และที่น่าตกใจคือ 29% เชื่อว่านกกำลัง “เล็งเป้า” มาที่รถของพวกเขาโดยตั้งใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ขับขี่ Lexus ถึง 47% และผู้ขับขี่ Tesla 39% รายงานว่าเคยรู้สึกถูกนกเล็งเป้าอย่างจงใจ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความฉลาดของสัตว์อธิบายว่า นกที่มีความฉลาดสูง เช่น อีกาและนกพิราบ สามารถจดจำใบหน้ามนุษย์ได้เป็นเวลานาน และจากประสบการณ์เชิงลบในอดีต พวกมันอาจเลือกโจมตี หลีกเลี่ยงคน หรือยานพาหนะบางอย่าง

สำหรับผู้ที่ต้องการปกป้องรถจากภัยคุกคามทางอากาศนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่าย ๆ คือ จอดรถใต้หลังคา หรือ ใช้ผ้าคลุมรถ เมื่อจอดกลางแจ้งเป็นเวลานาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ สายไฟ หรือชายคาอาคาร ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมในการปล่อยมูลนก

ที่มาและภาพ : insight korea