แม้จะเป็นเพียงพรรคขนาดกลางและค่อนข้างไปทางเล็ก แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เปรียบเป็นสถาบันการเมือง ก็ถือว่ายังอยู่ในความสนใจของคนที่ติดตามการเมือง โดย “นายชนินทร์ รุ่งแสง” รักษาการรองเลขาธิการพรรค ปชป. ในฐานะประธานฝ่ายพิธีการจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ว่า การประชุมใหญ่วิสามัญครั้งนี้เป็นวาระสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค เพื่อกลับมาขับเคลื่อนงานการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดยพรรคได้เน้นย้ำถึงกระบวนการเลือกตั้งผู้นำพรรคที่ต้องมีความโปร่งใส เป็นประชาธิปไตย และเป็นไปตามข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด

“การเลือกหัวหน้าและคณะผู้บริหารของพรรค ปชป. ในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนอำนาจการบริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ที่สะท้อนความเป็นสถาบันการเมืองของประเทศไทย ไม่ใช่ละครการเมืองภายในพรรคแน่นอน” นายชนินทร์ กล่าวและว่า เมื่อพรรคได้ผู้นำชุดใหม่แล้ว จะผลักดันให้เกิดการบริหารภายใน เพื่อเป็นพรรคการเมืองที่ยั่งยืนเข้มแข็งยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อประเทศ
ก่อนหน้านั้นหลังมีข่าวผู้อาวุโสของพรรค ปชป. ทั้ง “นายชวน หลักภัย” และ “นายบัญญัติ บรรทัดฐาน” ออกมาสนับสนุน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ให้กลับมาถือธงนำทัพอีกครั้ง ส่งผลให้อดีตแกนนำพรรค สส. เก่า สมาชิกพรรค และผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. และต่างจังหวัด เดินทางเข้ามายื่นใบสมัครสมาชิก ภาพจำนวนมากทั้ง คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต รมว.วัฒนธรรม, นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต รมช.สาธารณสุข, นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง 3 สมัย, นายนิพนธ์ ธาราภูมิ อดีต สส.ลพบุรี รวมทั้ง นายทศพร และนางอัญชลี วาณิช เทพบุตร อดีต สส.ภูเก็ต ในพื้นที่ กทม. มี “อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์” อดีต สส.กทม. 3 สมัย “อรอนงค์ คล้ายนก”, “อานิก อัมระนันทน์” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ 2 สมัย และ “สกลธี ภัททิยกุล” อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.

นาทีต้องยอมรับของ “นายอภิสิทธิ์” โดดเด่นมากที่สุด แต่ก็ต้องรอดูการตัดสินของ “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ในฐานะที่คุมเสียง สส. และ กก.บห. ของพรรค จะเทเสียงให้นายอภิสิทธิ์หรือไม่ แต่ถึงแม้ในที่สุดอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. จะกลับมารับบทผู้นำอีกครั้ง แต่ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมือง ก็คงไม่ทำให้ได้ สส. จำนวนมากนัก แม้กระทั่งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคสีฟ้า เพราะหลายคนคาดหมายว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการช่วงชิง สส. ระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับ พรรคกล้าธรรม (กธ.) แต่พรรค ปชป. อาจหวังได้ในส่วนของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หรือจะหวังช่วงชิง สส. ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็ต้องจอคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชน (ปชน.)
อีกทั้งในระหว่าง “นายอภิสิทธิ์” ทำหน้าที่เป็นนายกฯ ในช่วงปี 52-53 ก็เกิดการชุมนุมต่อต้านจาก นปช. และคนเสื้อแดง มีการสลายการชุมนุม จนเกิดการบาดเจ็บตาย และอาจทำให้พรรค ปชป. มีปัญหาในการเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน แม้ในเวทีดีเบตต่างๆ นายอภิสิทธิ์ จะมีความโดดเด่นในการแสดงความเห็น ร่วมเวทีในการดีเบตต่างๆ แต่บาดแผลทางการเมืองอีก อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พรรคมีปัญหาในการหาเสียง คงต้องรอดูนายอภิสิทธิ์ จะมียุทธศาสตร์อย่างไร ในการกอบกู้พรรค ปชป. ให้กลับมาเป็นทางเลือกของประชาชน ซึ่งต้องยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมีข่าวว่า หัวหน้าพรรคเลือก “นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” อดีต สส. 6 สมัย มาทำหน้าที่เลขาธิการพรรค เพราะเป็นคนที่นายอภิสิทธิ์ ไว้วางใจ

ส่วน “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ยังเลือดไหลไม่หยุด โดยล่าสุด “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้าพรรค พท. และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ออกมาเปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท. ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อด้วย โดยให้ทีมงานนำใบลาออกไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว การตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวกับที่พรรค พท. เป็นฝ่ายค้าน หรือกระแสตก แต่เหตุผลมาจากการบริหารจัดการภายใน ที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เชื่อว่า สส. ส่วนใหญ่ก็อึดอัดกับสถานการณ์ในพรรค กับการจัดลำดับความสำคัญ ที่มีปัญหาค่อนข้างมาก แต่ผู้บริหารพรรคมองไม่เห็น ทั้งที่การเลือกตั้งทั้งในระดับ สส. หรือท้องถิ่น ก็ฟ้องอยู่ว่า พรรค พท. อยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่ตนมีส่วนในการบริหารจัดการมาโดยตลอด ก่อนจะถูกลดบทบาท กระทั่งไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลย อย่างที่ จ.เชียงใหม่ ที่เลือกตั้งล่าสุดได้มาเพียง 2 เขต ทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของพรรค จุดเปลี่ยนมาจากการที่พรรค สนับสนุนนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถึง 2 สมัย แต่เมื่อได้ทำงาน กลับทำงานแบบไม่เห็นหัวใคร ไม่เคยประสาน สส. หรือผู้สมัคร สส. ของพรรคที่ไม่ใช่พวกตัวเอง มันก็เลยพังอย่างที่เห็น และจุดแตกหักสุดท้าย กรณีที่พรรคมอบหมายให้เฟ้นหาผู้ที่มีศักยภาพ เพื่อเสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส. ที่เขต 1 จ.ลำพูน เมื่อได้คนที่มีความเหมาะสม และเริ่มให้ทำพื้นที่ก็ได้กระแสดี แต่พรรคตัดสินใจเลือกคนอื่นโดยไม่แม้แต่จะนำชื่อคนที่ตนไปชักชวน เข้าไปเป็นตัวเลือกในการพิจารณาด้วยซ้ำ เพราะผู้มากบารมีในพรรคบางคนเข้ามาล้วงลูก สั่งการจะเอาคนนั้นคนนี้ลง โดยไม่ทำโพล เมื่อกระแสพรรคเป็นแบบนี้ การวางตัวผู้สมัคร สส. ย่อมต้องละเอียดมากที่สุด จะทำกันแบบเดิมๆ ไม่ได้

นายสมพงษ์ กล่าวว่า การตัดสินใจลาออกจากพรรค พท. ครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจเพียงลำพัง ไม่ได้หารือหรือแจ้งให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ทราบเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับสายสัมพันธ์ครอบครัว ไม่อยากให้มองว่า ตนทิ้งพรรค พท. ในวันที่พรรคตกต่ำ เพราะที่ผ่านมาทุ่มเทเต็มที่ให้กับพรรค และกับครอบครัวชินวัตรมาโดยตลอด ยอมรับว่า ใจหายเเละเสียใจอย่างยิ่ง เพราะได้ร่วมบุกเบิกมา ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อถามถึงอนาคตทางการเมือง นายสมพงษ์ กล่าวว่า อายุ 84 ปีแล้ว ในความเป็นจริงก็คิดที่จะพักผ่อน ปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ แต่ก็มีหลายๆ เรื่องที่ยังคั่งค้าง อยากผลักดันให้คนเชียงใหม่ และคนไทยทั้งประเทศ ก่อนที่จะวางมือทางการเมือง หากมีใครเห็นความสำคัญเห็นความรู้ประสบการณ์ที่มีของตน ที่อาจไปช่วยเสริมในบางมิติให้นักการเมืองรุ่นลูกรุ่นหลานในลักษณะที่ปรึกษา ก็พร้อมและยินดี แต่ยืนยันว่า ไม่ได้ถูกพรรคไหนดูด เพราะแม้จะมีคนรู้จัก และสนิทสนมคุ้นเคยกับหลายพรรคการเมือง แต่คงไม่มีพรรคไหนกล้ามาดูดตนแน่นอน
ด้าน “นายสรวงศ์ เทียนทอง” สส.สระแก้ว พรรค พท. ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. ให้สัมภาษณ์กรณีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ตัดสินใจลาออกจากพรรค พท. ว่า ได้คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค พท. ก็ได้พูดมาหลายรอบแล้วว่าท่านอยากจะพัก ด้วยวัย 80 กว่าปี แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้ท่านชะลอไว้ และขณะนี้ปลายสมัยประชุมแล้ว และจะยุบสภาในเร็ววัน เลยตัดสินใจลาออก เมื่อถามว่า นายสมพงษ์ บอกว่า จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่เมืองหลวง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ หลังไปสนับสนุนนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นนายก อบจ.นายสรวงศ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเชียงใหม่เป็นฐานที่มั่นของพรรค พท. มาตลอด ถูกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชิงพื้นที่ไปได้พอสมควร เราได้มาแค่ 2 เขต นายสมพงษ์อาจจะเกิดการน้อยใจ แต่คงไม่ได้แยกขาดจากกัน เมื่อถามว่า เลือด พท. จะไหลอีกหรือไม่ เพราะระดับอดีตหัวหน้าพรรคลาออก นายสรวงศ์ กล่าวว่า ห้ามไม่ได้ คือวัฏจักรของการเมือง มองว่าเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ของพรรค พท. จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงได้อย่างไร นายสรวงศ์ กล่าวว่า ทุกบ้านมีปัญหาหมด แต่เรายังยืนยันว่า เราจะทำงานเต็มที่ ในการเสนอตัวให้ประชาชนเอามารับใช้ ส่วนการยกเครื่องใหม่ ต้องใช้เวลา ถึงเวลาเราก็อยากให้ประชาชนรู้ว่า เรามีความตั้งใจ และความจริงใจในการที่จะพาประเทศไปสู่ความสมบูรณ์และพูนสุข เมื่อถามว่า เวลาที่เหลือหลังจากนี้ยังพอที่จะทำคะแนนได้ใช่หรือไม่ ก่อนที่ฐานเสียงจะหายไปหมด นายสรวงศ์ กล่าวว่า ลงพื้นที่ไป ประชาชนก็ยังให้กำลังใจตนเองพรรค ประชาชนที่เราดูแลอยู่รู้ว่า ใครทำงาน หรือไม่ทำงาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกสะท้อนออกมาในวันเลือกตั้ง เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค พท. ไม่ได้มาปรากฏตัวในงานเปิดตัวผู้เสนอตัวสมัครเลือกตั้ง สส. นายสรวงศ์ กล่าวว่า หัวหน้าก็พักผ่อนบ้าง หนักหนาสาหัสสากรรจ์มาพอสมควร ไปชาร์จแบต พร้อมที่จะกลับมาทำหน้าที่ เป็นผู้นำของพรรค ในการสู้ศึกต่อไป
คำพูดของ “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ตอกให้เห็นถึงปัญหาในพรรค พท. โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากผู้มากบารมีในพรรคบางคน เข้ามาล้วงลูก สั่งการจะเอาคนนั้นคนนี้ลงโดยไม่ทำโพล อีกทั้งเมื่อกระแสพรรคเป็นแบบนี้ การวางตัวผู้สมัคร สส. ย่อมต้องละเอียดมากที่สุดจะทำกันแบบเดิมๆ ดังนั้นเป้าหมายของ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.การเลือกตั้งพรรค พท. ที่ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้ สส. 200 คน บวกลบ 10% น่าจะเป็นเพียงความฝัน ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง เป็นเพียงแต่พูดเพื่อหวังตรึง สส. ให้อยู่กับพรรคต่อไป

ส่วน “นายโกศล ปัทมะ” สส.นครราชสีมา พรรค พท. ที่ได้เปิดตัวร่วมงานกับพรรค ภท. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายพรรค กรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.การเลือกตั้งพรรค พท. ระบุว่ามีการใช้เงินดู สส. ออกไปว่าส่วนตัวที่ไม่ได้ไปต่อกับพรรค พท. ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น การออกจากพรรคเป็นเรื่องของความรู้สึก เหมือนกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อได้ให้เหตุผลในการลาออกจากพรรค พท. เพราะ สส. รู้สึกอึดอัดในการบริหารจัดการพรรค ได้คุยกับนายสุริยะ เมื่อครั้งที่ท่านโทรฯ มาหาให้ไปร่วมเปิดตัวเป็นผู้สมัครของพรรค แต่ตนไม่ได้ไป เพราะเมื่อเราจะออกอยู่แล้ว ก็ไม่ควรไปรับทรัพยากรของพรรค พท. ที่เขาจะสนับสนุนในการเลือกตั้ง ยืนยันการไม่ไปต่อกับพรรค พท. ไม่ได้ถูกซื้อ หรือมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง ฝากว่าผู้บริหารของพรรคควรดูแล สส. ให้ดี รับฟังเขา เพราะยังมี สส. ที่รู้สึกไม่อบอุ่น แล้วอนาคตอาจไม่ไปต่อกับพรรค พท. อีกหลายคน
“ถือเป็นคำเตือนที่มีค่ายิ่ง อยู่ที่แกนนำพรรค พท. จะรับฟังหรือไม่”
“ทีมข่าวการเมือง”



