เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ฉบับปี 2543 และ ฉบับปี 2544 ว่า ขณะนี้กองทัพยังคงปฏิบัติภารกิจได้ดีและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ดังนั้น พรรคการเมืองควรสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ แต่ปัญหาชายแดนหรือปัญหาความมั่นคง จะแก้โดยกองทัพไม่ได้ คือจะต้องแก้ควบคู่ไปกับทางการทูต นโยบายการต่างประเทศและการสร้างความเข้าใจที่ดี แต่สิ่งที่เรากังวลเล็กน้อย คือทิศทางของรัฐบาลขณะนี้จะขาดความชัดเจน เพราะเอาเรื่องเอ็มโอยูไทย-กัมพูชาไปผูกกับการจัดทำประชามติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่ปรากฏภาพที่ตนไปร่วมรับประทานอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในวันนั้น ตนได้ฝากกับนายอนุทินว่าจะต้องระมัดระวัง เพราะกัมพูชาใช้ทุกเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น อย่าตั้งรับอย่างเดียว เพราะกัมพูชามีรูปแบบในเชิงรุกด้านการต่างประเทศมาก รมว.ต่างประเทศจึงจะต้องไปแก้ไข ซึ่งการแก้ไขในเวทีการประชุมสหประชาชาติเป็นไปได้ด้วยดี แต่เราต้องรุกบ้าง และการรุกจะทำให้กองทัพทำงานได้ง่ายขึ้น ตนฝากเรื่องนี้เอาไว้กับนายกฯ ว่าอยากให้ประเทศไทยกลับมาทำการเชิงรุก เพราะสถานะของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลก เราสามารถมีบทบาทได้มากกว่าเป็นอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีข้อกังวลจำนวนมาก เพราะข้อตกลงเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในการทำความเข้าใจกับประชาชน อีกทั้ง การให้ข้อมูลต่อประชาชนเพื่อตัดสินใจนั้น จะทำให้กัมพูชารู้ข้อมูลพร้อมกับคนไทย ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรค แต่ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าทำประชามติดังกล่าว รัฐบาลจะต้องบอกประชาชนให้ชัดเจนด้วยว่า ถ้าจะยกเลิกเอ็มโอยูโดยการตัดสินของประชาชน ไทยจะเดินไปในแบบไหนอย่างไร และยุทธศาสตร์ในกรณีที่ไม่มีเอ็มโอยูแล้ว คืออะไร ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าควรจะเดินในรูปแบบใด หรือจะใช้ข้อตกลงเลย



