เมื่อวันที่ 21 ต.ค. จากกรณีเป็นกระแสข่าวโด่งดังทั่วโซเชียลและดังไปไกลถึงประเทศญี่ปุ่น หลังกล้องวงจรปิดภายในร้านเสริมสวย K.K Hairstyles @ Pattaya Barbers & Salon ย่านชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี จับภาพขณะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 4 คน เข้ามาใช้บริการตัดผม 1 คน และ 3 คนในนั้นได้ก่อเหตุไม่เหมาะสม ขณะนั่งรอที่โซฟาด้านหลัง ใช้มือจะเปิดกระโปรงของสาวเจ้าของร้าน ซึ่งกำลังตัดผมให้กับเพื่อนของพวกเขา ก่อนทั้งหมดจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน โดยไม่เกรงกล้อง หรือให้เกียรติเจ้าของร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา

ล่าสุด ร.ต.ท.อนิรุจน์ เจ๊ะเหราะ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ได้นำกำลังตำรวจเข้าพบกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นทั้ง 4 คน ที่พักอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยาสายสอง เพื่อเชิญตัวมาสอบปากคำ และรับทราบข้อกล่าวหา

ขณะเจ้าหน้าที่นำตัวมาที่ สภ.เมืองพัทยา ปรากฏว่ามีชาวญี่ปุ่น 3 คน เจอผู้สื่อข่าว พยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยและรีบเดินหนีเข้าไปในห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่ ก่อนทั้งหมดจะยอมเปิดปากพูด โดยอ้างผ่านแอปพลิเคชันแปลภาษาว่า “อยากขอโทษ” และได้ยกมือไหว้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ โดยไม่ขอเปิดเผยสาเหตุที่เกิดขึ้น หรือเรื่องอื่นแต่อย่างใด

จ่อเอาผิดแก๊งนักท่องเที่ยวแดนปลาดิบ พยายามเปิดกระโปรงสาวเจ้าของร้านทำผม-พัทยา

ด้าน ร.ต.ท.อนิรุจน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 “ผู้ใดกระทำการอันเป็นที่น่ารังเกียจแก่ศีลธรรมในที่สาธารณะ โดยเปลือยกาย เปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอนาจารอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท” ซึ่งในคดีนี้เป็นความผิดลหุโทษ มีอัตราโทษเพียงปรับเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มนักท่องเที่ยวได้แสดงความประสงค์จะขอพบผู้เสียหาย เพื่อกล่าวคำขอโทษด้วยตนเอง แต่เนื่องจาก น.ส.กนกกาญจน์ เดินทางไปต่างจังหวัด ทำให้ยังไม่สามารถเข้าพบได้ในทันที โดยคาดว่าจะเดินทางกลับพัทยาในคืนนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า หากทั้งสองฝ่ายยินยอม อาจมีการนัดพบเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ส่วนผู้เสียหายจะยอมรับคำขอโทษหรือไม่ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ยังคงมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลายเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาดูแลและพิจารณามาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อป้องกันเหตุลักษณะนี้ซ้ำรอย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา และประเทศไทยโดยรวม.