นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ช่วงสิ้นเดือน ต.ค. 2568 จะเชิญคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ผู้รับสัมปทานโครงการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือถึงทางออกการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) โดยก่อนหน้านี้ได้เสนอแนวคิดไปยัง สกพอ. และรฟท. แล้วว่า จะเพิ่มออพชั่นเสริมด้วยการขยายเส้นทางรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จากปลายทางเดิมที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ไปถึง จ.จันทบุรี และสิ้นสุดที่ จ.ตราด ด้วยได้หรือไม่ เพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก ช่วยเพิ่มศักยภาพ และความคุ้มค่าลงทุนโครงการ รวมถึงจูงใจให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการมากขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การต่อขยายเส้นทางไปจนถึง จ.ตราด จะทำให้รถไฟไฮสปีดไม่ใช่แค่ระบบขนส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินเท่านั้น แต่จะกลายเป็นโครงข่ายหลักของการเดินทาง และการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร และสร้างความคุ้มค่าให้โครงการ อย่างไรก็ตามออพชั่นดังกล่าว รฟท. ต้องไปคำนวณค่าใช้จ่าย ผลตอบแทน และพิจารณาศึกษารายละเอียดในทุกเรื่องว่าทำได้หรือไม่ หากทำได้จะเจรจากับเอกชน แต่ไม่ใช่เป็นการแก้สัญญา จะเป็นสัญญาใหม่ หรือสัญญาต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อสัญญาฉบับเดิม โดยเรื่องรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบินต้องได้ข้อสรุปภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเดินหน้าโครงการต่อให้ได้
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ยืนยันตามเดิมว่าไม่มีนโยบายแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ได้ลงนามไปแล้วระหว่าง รฟท. และบริษัท เอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ และจะไม่มีการแก้ไขสัญญาแน่นอน เพราะหากแก้จะกลายเป็นการทำผิดสัญญา และทำให้เอกชนที่เข้าร่วมประมูลโครงการฯ รายอื่นที่แพ้การประมูลฟ้องร้องได้ อย่างไรก็ตามสำหรับออพชั่นเสริม ไม่ได้เป็นการเอื้อเอกชน เพราะรัฐต้องได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมด้วย
“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สำหรับเส้นทางต่อเนื่องจากสนามบินอู่ตะเภา ไปยัง จ.ตราด เป็นเส้นทางที่ รฟท. มีแผนดำเนินโครงการในระยะ (เฟส) ที่ 2 ซึ่งได้มีการศึกษาเบื้องต้นไว้แล้ว โดยเป็นเส้นทางส่วนต่อขยายจังหวัดระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร (กม.) วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท มี 4 สถานี ได้แก่ สถานีระยอง สถานีแกลง สถานีจันทบุรี และสถานีตราด คาดว่าในปีแรกของการเปิดให้บริการจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 7 พันคนต่อวัน ปัจจุบันเส้นทางนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการต่อแต่อย่างใด.



