เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยผู้ใช้แรงงานกว่า เดินทางเข้ายื่นหนังสือของผู้แทนลูกจ้าง 14 บริษัท เพื่อส่งถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกำกับกระทรวงพลังงาน โดยขอให้รัฐบาลเร่งรัดมาตรการคุ้มครองแรงแรงและระงับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติโนโครงการบันเดิ้ล เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ทางสภาองค์การลูกจ้างฯ ได้รับหนังสือจากสหภาพแรงงาน และกลุ่มลูกจ้างที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิต (ปิโตรเลียม) ซึ่งได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท. สํารวจและผลิต จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) คือโครงการบันเดิ้ล 4 ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจากประเทศจีนได้โครงการดังกล่าวไปทำ และมีแนวโน้มสูงที่จะย้ายฐานการผลิตทั้งหมดออกไปนอกประเทศไทย
“จะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยกว่า 10,000 คน ที่เป็นแรงงานเทคนิคขั้นสูงและมีทักษะเฉพาะทางในอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น วิศวกร ช่างเชื่อม ช่างประกอบ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบควบคุมพลังงาน หากการย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นจริง จะทำให้แรงงานจำนวนมากต้องตกงานในทันที และยังทำให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามสามารถในการผลิตแท่นหลุมและโครงสร้างพลังงาน อันเป็นอุตสาหกรรมยุทธทธศาสตร์ที่สำคัญของชาติ” นายมนัส กล่าว
นายมนัส กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้ 1.มิติแรงงาน จะทำให้แรงงานไทยเฉพาะทางจำนวนมากเสี่ยงถูกเลิกจ้าง และไม่มีระบบรองรับการจ้างงานหรือ ฝึกอบรมซ้ำ (Reskill/Upskill) 2.มิติอุตสาหกรรม จะทำให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 400 รายในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เช่น ผู้ผลิตโครงสร้างเหล็กระบบท่อ และผู้ประกอบการ SME อาจต้องหยุดกิจการ หรือปิดตัวถาวร 3.มิติเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ จะทำให้ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีในด้าน Fabrication, Automation และ Offshore System ซึ่งเป็นฐานเทคโนโลยีในอนาคต และ 4.มิติสังคม แรงงานตกงานจำนวนมากจะสร้างผลกระทบต่อครอบครัว เศรษฐกิจท้องถิ่น และความเชื่อมันของแรงงานไทยโดยรวม
ดังนั้น สภาองค์การลูกจ้างฯ จึงได้แต่งตั้งผู้แทนเพื่อหารือ และขอความกรุณาจากรองนายกฯ ได้บัญชาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน.



