เมื่อวันที่ 23 ต.ค. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ รองผบก.สปพ. พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม นำกำลังจับกุม นายจาง ไห่หลง อายุ 38 ปี นายหลิว ชุนหยิง อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง อายุ 32 ปี พร้อมของกลางอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ 4 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก 8 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 29 เครื่อง ได้ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 เขตห้วยขวาง กทม.

พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า ชุดสืบสวนได้รับเบาะแสว่ากลุ่มชายชาวจีน 3 คน มีพฤติการณ์ผิดปกติ ไม่ค่อยออกจากบ้าน และอาจลักลอบใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้เข้าตรวจสอบก็พบว่าเช่าบ้านดังกล่าวเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงชาวจีน โดยอ้างเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คำแนะนำทางคดีแก่ชาวจีน ชาวสเปน และชาวอังกฤษที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไม่คิดค่าบริการจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการหลอกซ้ำ เพื่อดูดข้อมูลและทรัพย์สินเพิ่ม ซึ่งเช่าบ้านดังกล่าวเดือนละ 3 หมื่นบาท โดยหญิงชาวไทยคนหนึ่งเป็นผู้ติดต่อและพบทำ “สัญญาเช่าปลอม” ขึ้นอีกฉบับ โดยใส่ชื่อชาวจีนเป็นผู้เช่าแทน เชื่อว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และใช้เปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในประเทศ

นอกจากนี้ การตรวจค้นภายในบ้านยังพบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นภาษาจีน ระบุรายการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มผู้ต้องหาเริ่มเช่าบ้านหลังนี้ โดยในเดือนแรกเพียงเดือนเดียวมีรายรับสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือราว 10 ล้านบาท สะท้อนถึงขนาดความเสียหายและความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ในต่างประเทศจากการสอบถามเพื่อนบ้านในละแวกดังกล่าวให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะมีการหมุนเวียนบุคคลเข้าออกเป็นระยะ แต่มีหนึ่งคนที่อยู่ประจำคือ นายจาง ไห่หลง ซึ่งทราบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยจากลาวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ส่วนอีกสองรายเดินทางมาจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

ด้าน นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้มีการประกอบและดัดแปลงระบบโทรคมนาคม โดยนำวงจรโทรศัพท์มือถือมาประกอบเข้ากับอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ (Sim Box) ซึ่งสามารถใช้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ต้นทางเพื่อปกปิดตัวตนของผู้โทรได้ ถือเป็นการนำเข้าและมีไว้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ผบช.น. ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลถึงหัวหน้าเครือข่าย รวมถึงผู้ร่วมขบวนการที่อาจหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีที่ยึดได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีฐานปฏิบัติการหลายแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล.