สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า ตามการประมาณการอย่างเป็นทางการ การลักลอบล่าสัตว์ การสูญเสียอาหาร และถิ่นที่อยู่อาศัยซึ่งลดลง ทำให้ประชากรเสือโคร่งมลายูลดลงจาก 3,000 ตัวในช่วงปี 2493 เหลือเพียงไม่ถึง 150 ตัวในปัจจุบัน
เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียเพิ่มความพยายามในการปราบปราม ด้วยการนำกล้องดักถ่ายที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้ และวิธีการต่าง ๆ ในการตรวจจับการลักลอบขนสัตว์ป่าที่สนามบิน
Tigers in trouble as Malaysian big cat numbers dwindle https://t.co/MED4lL6Pet
— The Straits Times (@straits_times) October 23, 2025
อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ต่างก็ยอมรับว่า ทรัพยากรเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการปกป้องเสือโคร่งมลายู ซึ่งอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
บุหลันถูกฆ่าตายบนหลวงสายตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขึ้นชื่อเรื่องอุบัติเหตุทางถนนต่อสัตว์ ขณะที่น.ส.ลารา อาริฟฟิน ประธานสมาคมคุ้มครองเสือแห่งมาเลเซีย เสริมว่า บุหลันไม่เพียงแค่ถูกรถชน แต่ถูกฆ่าหลังเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งรวมถึงการถูกถอดเขี้ยวและกรงเล็บ
ตามข้อมูลของกรมสัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติของมาเลเซีย ซากเสือโคร่งมลายูเพียงตัวเดียวสามารถขายได้ประมาณ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 ล้านบาท) ในตลาดมืด หนังเสือมีราคา 100,000 ริงกิต (ราว 776,535 บาท) และอวัยวะเพศเสือมีราคา 20,000 ริงกิต (ราว 155,307 บาท)
ส่วนอื่น ๆ เช่น กระดูกเสือมีราคาประมาณ 1,186 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม (ราว 38,877 บาท) และฟัน กรงเล็บ และหนวด ซึ่งมักใช้ในการฝังเข็ม มีราคาประมาณ 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น (ราว 3,868 บาท)
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า มาเลเซียเป็นตลาดของความต้องการชิ้นส่วนเสือในเวียดนาม และพื้นที่ห่างไกลในจีน โดยกลุ่มลักลอบล่าสัตว์ข้ามพรมแดนใช้เส้นทางการค้ายาเสพติด อาวุธปืน และการค้ามนุษย์ ในการขนย้ายสินค้า.
เครดิตภาพ : AFP



