เมื่อวันที่ 26 ต.ค. เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ ห้อง 406-407 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม KLCC นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia)

โดยนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมลงนามเพื่อเป็นสักขีพยานของถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งพิธีลงนามในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ร่วมติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

สำหรับการลงนามในครั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยกย่องนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศที่ให้การตอบรับการเจรจา และยุติการหยุดยิงทันที เพี่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นตัวกลางในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นการก้าวเดินอย่างเป็นรูปธรรมไปสู่สันติภาพ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้แสดงบทบาทนำในฐานะประธานอาเซียน และพยายามอย่างแข็งขันในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพของอาเซียน พร้อมแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อส่งเสริมสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางมาไกลตั้งแต่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 การหารืออย่างต่อเนื่องนับแต่นั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐ สำหรับคำแสดงความเสียใจที่ท่านให้แก่ประเทศของเราต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย คำแสดงความเสียใจนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพ ถ้อยแถลงฉบับนี้สะท้อนเจตจำนงของเราที่จะลดช่องว่างความแตกต่างโดยสันติ ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามถ้อยแถลงฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วน จะเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยที่ผ่านมาชุมชนชายแดนของทั้งสองประเทศถูกแบ่งแยกด้วยความขัดแย้ง และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ดังนั้น  ถ้อยแถลงฉบับนี้จึงกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่ายให้ลงมือปฏิบัติ

เราสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงยินดีต่อข้อตกลงที่ว่า ภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และสร้างความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่ไทยจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวจำนวน 18 นาย โดยเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต และคุ้มครองความเป็นอยู่ของผู้คนตามแนวชายแดนร่วม หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งที่ได้ตกลงกันในวันนี้ต้องถูกนำไปปฏิบัติจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้อย่างแท้จริง สร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่ประชาชน จึงจะเป็นการบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และสมควรได้รับสันติภาพที่มาพร้อมศักดิ์ศรี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี เชิญชวนมิตรประเทศร่วมกันสนับสนุนกระบวนการนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามถ้อยแถลงเป็นไปอย่างครบถ้วนและด้วยความจริงใจ นำไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งระหว่างไทยและกัมพูชา และทั่วทั้งภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีความยินดีอย่างยิ่งที่ในวันนี้เราได้ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี หวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเจรจาเรื่องภาษีสามารถบรรลุข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุที่มีความสำคัญ (MOU between our governments on cooperation on critical minerals) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีคณะเข้าร่วม ได้แก่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี.