เมื่อวันที่ 27 ต.ค. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเพจ “หมอเจด” โดยระบุว่า หลายคนเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิมตั้งแต่อายุแตะ 40 ลุกแล้วเวียนหัว นั่งนานแล้วตึง ๆ ที่เข่า มือเท้าชาเวลานอน หรือบางคนปวดข้อจนต้องบิดข้อนิ้วเล่นตลอดเวลา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอายุอย่างเดียว บางคนยังแข็งแรง ออกกำลัง ขยับตัวคล่อง แต่ก็มีอาการเหมือนกัน เพราะเลือดเราเริ่มหนืดจนไหลเวียนไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนครับ

1) มือชาเท้าชา โดยเฉพาะตอนตื่นนอน แล้วหายเอง หลายคนคิดว่าแค่นอนทับแขนหรือหมอนสูงไป แต่ถ้าเป็นแทบทุกเช้า อันนี้สงสัยเลือดหนืดไว้ก่อนได้เลยครับ เพราะเลือดไหลเวียนไปปลายมือปลายเท้าได้ช้า ทำให้ปลายประสาทขาดออกซิเจนชั่วคราว

2) ปวดข้อ ตึง ๆ โดยไม่ได้ออกแรงหนักมาก่อน อาการนี้เกิดจากเลือดพาออกซิเจนไปซ่อมแซมข้อไม่ได้เร็วพอ บางคนคิดว่ารูมาตอยด์ ทั้งที่จริง ๆ เป็นเรื่องเลือดหมุนเวียนไม่ดีไปก่อน เรียกง่าย ๆ คือข้อเริ่มขาดการหล่อลื่น

3) ง่วงง่ายหลังมื้อเที่ยง / กินอิ่มแล้วมึนหัว เพราะเลือดหนืด = หัวใจต้องสูบแรงขึ้น สมองเลยไม่ได้เลือดไปเลี้ยงเต็มที่ หลายคนเข้าใจว่าน้ำตาลตก แต่จริง ๆ คือเลือดไหลช้าจากอาหารมันจัด หวานจัด หรือหนักเกิน

4) ใจสั่นเต้นตุ้บ ๆ ช่วงดึก ๆ อันนี้คือหัวใจพยายามสูบเลือดให้แรงขึ้น เพื่อให้เลือดที่ข้นไหลไปถึงเซลล์ให้พอ ยิ่งถ้าเจอช่วงก่อนนอน = จุดที่หัวใจเจอภาระหนักที่สุด

ควรเริ่มแก้ยังไง?

  1. เลี่ยงอาหารมันลึก เช่น ของทอด น้ำมันเก่า อาหารเช้าแบบแป้งล้วน ลูกชิ้นทอด หมูกระทะช่วงดึก ขอเริ่มง่ายที่สุดก่อน คือ ลดความเค็มลง 20-30% จากที่กินประจำ เลิกเติมน้ำปลา/ซีอิ๊วเพิ่มหลังอาหารวางโต๊ะ
  2. ดื่มน้ำให้ถึง 1.5-2 ลิตรต่อวัน
  3. ขยับร่างกาย ยืดเหยียดตอนเช้า 3-5 นาทีให้เลือดได้ไหล หรือระหว่างนั่งทำงานนาน ๆ ให้หมุนข้อเท้า-ขยับปลายนิ้วมือบ่อย ๆ หัวใจไม่เหนื่อย แต่เลือดไหลดีขึ้น
  4. Omega-3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด ให้เลือดไหลลื่นขึ้น และช่วยให้เลือดไม่ข้นเหนียวจากไขมันเล็กที่สะสมในร่างกาย

เลือดหนืดไม่ได้แปลว่าเลือดข้นเป็นวุ้น แต่มันคือเลือดไหลช้าลง จนทำให้ร่างกายเริ่มขาดออกซิเจนโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากอาการชาก่อนและกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากปล่อยไว้นานเสี่ยงความดันสูง หลอดเลือดเสื่อมเร็ว อย่ารอให้ต้องกินยาแล้วค่อยเริ่มดูแล