เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทยตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป สาระสำคัญของเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสถานะบุคคล สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร รวมถึงด้านสาธารณสุข ที่แตกต่างกัน
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า โดยได้แบ่งเด็กต่างด้าวออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (2) เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว (3) เด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา (4) เด็กที่เดินทางไปกลับตามชายแดน (5) เด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้ กลุ่มที่ (4) และ (5) ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐแล้ว สำหรับกลุ่มที่ (1) (2) และ (3) กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใดๆ
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อ ครม.ในครั้งนี้เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สมช. ประกาศผ่อนผันให้เด็กลูกหลานแรงงาน รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา ให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และกำหนดเขตพื้นที่ควบคุมและอนุญาตให้เด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาออกนอกพื้นที่ควบคุมได้ และจัดทำทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพัง ด้วยเหตุผลทางการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งประสานส่งข้อมูลของเด็กเหล่านี้ให้กรมการปกครองจัดทำทะเบียนประวัติคนต่างด้าว ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีระบบประกันสุขภาพให้แก่นักเรียนนักศึกษาต่างด้าว เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านบริการสาธารณสุข รวมทั้งให้หารือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การขายประกันสุขภาพเพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาหรือศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ตามความเหมาะสม



