เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่รัฐสภา คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความล่าช้าในคดีฮั้วเลือก สว.

โดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวว่า คณะ กมธ.กฎหมาย ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับขบวนการในการดำเนินคดีในเรื่องอั่งยี่ ฟอกเงิน ที่ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษ โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับคดีฮั้ว สว. เราจึงอยากให้กรรมาธิการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ที่ยังล่าช้าอยู่ แต่ติดขัดตรงที่ว่าคณะ กมธ.กฎหมาย ไม่สามารถที่จะมีอำนาจในการเรียกองค์กรอิสระ เข้ามาชี้แจง 

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า โดยในวันนี้มีข้อสรุปว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การดำเนินการของดีเอสไอในคดีดังกล่าว ดูเหมือนจะไม่เข้มข้นและล่าช้า ซึ่งเราได้มีการซักถามว่าประมาณช่วงเดือนกันยายน 2568 มีข่าวว่าทางดีเอสไอเตรียมที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคล คดีอั้งยี่ และมีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งในช่วงนั้นดูเป็นจริงเป็นจัง แต่พอเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เรื่องก็เงียบไป ซึ่งได้มีการซักถามผู้แทนดีเอสไอ และได้คำตอบว่า ยังไม่มีรายละเอียด ขอนำกลับไปปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการสอบสวนพยานบุคคลต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทั่วประเทศ โดยที่จะสอบปากคำพยานกว่า 1,200 คน โดยเฉพาะที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีหมายเรียกไปแล้วแต่ยังไม่มีการมาให้ปากคำ ซึ่งเรื่องนี้ก็เงียบไปเช่นกัน ทางผู้แทนดีเอสไอได้ชี้แจ้งว่าพยายามที่จะเร่งรัด แต่ต้องไปหารือกับผู้บังคับบัญชาก่อน โดยทางคณะ กมธ.กฎหมาย อยากให้ดีเอสไอ มีไทม์ไลน์หรือแผนงานที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการขั้นตอนต่อไปอย่างไร 

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า รวมถึงกรรมาธิการ มีข้อห่วงใยกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:2 ที่จะให้ดำเนินคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ในข้อหาที่ สว. ที่ได้มีการฟ้องในเรื่องของจริยธรรม ให้ดำเนินการพิจารณาต่อ โดยให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยหากคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีการพิพากษาว่าทั้ง 2 บุคคล ผิดจริยธรรมจริง จะส่งผลต่อคดีคดีอั้งยี่ ฟอกเงินหรือไม่อย่างไร

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ย้ำว่าหากทาง กกต. เข้ามาชี้แจง ก็จะเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะคดีมีการดำเนินการล่าช้ามาเนิ่นนานแล้ว 1 ปี 3 เดือน ถึงแม้จะอยู่ในมือคณะอนุวินิจฉัย แต่ยังไม่มีการรายงานชี้แจงว่าคณะอนุวินิจฉัยได้มีการดำเนินการขั้นตอนอย่างไรบ้างแล้ว เราจึงอยากให้รีบเร่งการตรวจสำนวนภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จได้ หลังจากนั้นให้รีบส่งเรื่องให้กับ กกต. เพื่อให้ข้อคอรหาต่าง ๆ ลดลง

“กกต. ไม่ได้มีความคืบหน้าหรือตอบรับข้อมูลแต่อย่างใด แม้เราไปดำเนินการที่ กกต. อยู่หลายครั้ง แต่เมื่อ 2 วันก่อน มีภาพผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. 2-3 คน ไปยืนแถลงข่าวอยู่กับทางเลขาฯ กกต. และประธาน กกต. เลยมีความรู้สึกเขินอย่างไรชอบกล ถึงแม้บางคนจะมีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีกฐานะหนึ่งคือผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. กกต. คงไม่รู้ความเป็นกลางและความเหมาะสมว่าควรมีอยู่ตรงไหน ผมไม่รู้ว่าการที่ไปหารือประชุมกันเป็นข้อราชการใด แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ไม่เคยให้คำอธิบายกับทางเราเลย”