สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่า งานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (พีเอ็นเอเอส) พบว่า นักวิทยาศาสตร์ในจีน มีบทบาทเป็นผู้นำในการศึกษาวิจัยร่วมระหว่างสหรัฐกับจีน มากถึง 45% ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2553

หากแนวโน้มดังกล่าวยังคงอยู่ต่อไป จีนจะมีความเท่าเทียมด้านวิทยาศาสตร์กับสหรัฐ ในปี 2570 หรือ 2571 ซึ่งเป็นจุดที่ทั้งสองประเทศมีส่วนแบ่งการวิจัยร่วมเท่ากัน

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้ดำเนินการผลิตวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลัง “จัดระเบียบวิทยาศาสตร์” ด้วย

อนึ่ง งานศึกษาข้างต้นมีขึ้นในขณะที่สถาบันวิจัยของสหรัฐ เผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี เนื่องจากการตัดงบประมาณที่ครอบคลุมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากในหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้นักวิจัยชาวอเมริกันไหลออกนอกประเทศ และทำให้เกิดการแย่งชิงบุคลากรกลุ่มนี้ทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ผู้เขียนงานศึกษาจำลองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐและจีนแยกออกจากกันทางวิทยาศาสตร์ โดยลดหรือยุติความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ซึ่งปรากฏว่าในทั้งสองกรณีนั้น ส่วนแบ่งผู้นำทั่วโลกของจีนจะเพิ่มขึ้น เพราะนักวิจัยชาวจีนมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำโครงการร่วมกับพันธมิตรในยุโรปและต่างประเทศ มากกว่าโครงการร่วมกับสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์ยังพบว่า จีนมีความก้าวหน้าในสาขาเชิงกลยุทธ์ และนักวิจัยชาวจีนคาดว่าจะบรรลุความเป็นผู้นำเทียบเท่ากับสหรัฐใน 8 จาก 11 สาขาเทคโนโลยีสำคัญ ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และวัสดุศาสตร์ ก่อนปี 2573.

เครดิตภาพ : AFP