เมื่อเวลา 10.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ Salon Heritage เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ สมาชิกองค์กร US – APEC Business Coalition พร้อมผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชนหลากหลายบริษัท อาทิ Amazon, Boeing, Citi, Coupang, Johnson & Johnson, Mastercard, Merck, Moody’s, Paypal และ Organon เป็นต้น

โดยในช่วงแรก นาง Monica Hardy Whaley ประธาน National Center for APEC กล่าวขอบคุณนายกฯ และรัฐบาลไทยที่เห็นถึงความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในไทยของภาคเอกชนต่างประเทศ และมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ และสละเวลามาพบหารือกับภาคเอกชนสหรัฐ ที่เป็นสมาชิกเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ด้านนายกฯ กล่าวทักทายและขอบคุณ US–APEC Business Coalition ที่จัดการหารือครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ไทยได้พบปะกับพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐ ที่มีความร่วมมือมายาวนาน นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้ย้ำถึงการขอให้พิจารณาเรื่องภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐต่อไทย โดยประธานาธิบดีทรัมป์รับปากที่จะให้ผู้แทนทางการค้าสหรัฐ หารือกับไทย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก สำหรับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศยิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจและขอยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนสหรัฐ และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนยิ่งขึ้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และแนวโน้มของนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และการลงทุนทั่วโลก ไทยยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกา และพร้อมทำงานร่วมกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ย้ำว่าไทยกำลังเจรจาอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายสหรัฐ  

นายกฯ ยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายเชิงรุกและเร่งผลักดันผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ครัวเรือน สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ รวมทั้งมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจให้เอื้อต่อผู้ลงทุนมากที่สุด  รวมทั้ง ขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ 24 ประเทศใน 17 ฉบับ และกำลังเร่งเจรจากับสหภาพยุโรป สาธารณรัฐเกาหลี และตุรกี ขณะเดียวกัน


นายกฯ กล่าวเน้นย้ำว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยในปี 2567 สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยและเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 ไทยมีมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศสูงสุดในรอบ 10 ปี รวม 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในตอนท้าย ผู้แทนภาคธุรกิจสหรัฐ ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาล ตลอดจนนโยบายด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และพร้อมเข้ามาขยายการลงทุนในโครงการ digital payment ของรัฐบาล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และต่างให้คำมั่นว่าจะลงทุนและขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกฯ ได้ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกกับผู้แทนภาคเอกชนสหรัฐ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ซึ่งนายกฯ ยังได้ชวนให้โพสต์ท่ามินิฮาร์ท ทำให้มีหนึ่งในผู้แทนภาคเอกชนสหรัฐ กล่าวหยอกล้อกับนายกรัฐมนตรี ว่า “Korean style”