สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มีมติเสียงข้างมาก 13 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง คือสหรัฐและรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี ในการให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขยายระยะเวลาของภารกิจรักษาสันติภาพในโคลอมเบียออกไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี แต่จะลดข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศนั้น
#ATENCIÓN | El Consejo de Seguridad de las Naciones Unidas renovó por un año más el mandato de la Misión de Verificación en Colombia. La votación de la sesión fue de 13 votos a favor y dos abstenciones. No hubo votos en contra. pic.twitter.com/lnuzlpKtd3
— W Radio Colombia (@WRadioColombia) October 31, 2025
นายไมค์ วอลต์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันยังคงมีความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพของโคลอมเบีย เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในประเทศแห่งนี้เลวร้ายลง และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ก่อการร้ายและผู้ค้ายาเสพติดลอยนวลจากกระบวนการยุติธรรม
Our ties to the people of Colombia remain strong — and will outlast President Petro’s FAILED policies.
— Ambassador Mike Waltz (@USAmbUN) November 1, 2025
Under @SecRubio’s leadership, we will NOT compromise for yet another broken peace process.
The United States will not back a flawed UN resolution that will do little to deal… pic.twitter.com/jr3sQRrOCQ
ทั้งนี้ ภารกิจรักษาสันติภาพของยูเอ็นในโคลอมเบีย จัดตั้งขึ้นหลังการสงบศึกระหว่างกองกำลังปฏิวัติติดอาวุธโคลอมเบีย (ฟาร์ก) กับรัฐบาลโคลอมเบียในยุคประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส โดยภารกิจดังกล่าว ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งเรียกร้องให้มีการปลดอาวุธสมาชิกฟาร์กหลายพันคน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของยูเอ็นเอสซี เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย จากนโยบายหลายเรื่อง รวมถึงการที่กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเรือหลายลำในทะเลแคริบเบียน อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 62 ราย ซึ่งยูเอ็นเรียกร้องให้สหรัฐยุติปฏิบัติการดังกล่าว.
เครดิตภาพ : AFP



