สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษี 25% สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ควบคู่ไปกับอากร 10% สำหรับรถบัสโดยสาร มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นี้


การเก็บภาษีเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นผลจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า ฉบับปี 2505 เพื่อประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งกฎหมายนี้เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีกับสินค้าหลายประเภท ในความพยายามที่จะส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ และ “ลงโทษ” ประเทศที่ถูกมองว่า “เอาเปรียบ” สหรัฐ


ทั้งนี้ การเรียกเก็บภาษีรถบรรทุกครั้งนี้ จะไม่มีการนำไปรวมกับอัตราภาษีที่มีอยู่ ซึ่งใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และไม้แปรรูป นอกจากนี้ รถบรรทุกจะได้รับการยกเว้นจากภาษีต่างตอบแทน แยกต่างหาก ซึ่งกำหนดอัตราที่แตกต่างกันไปตามคู่ค้าแต่ละประเทศและภูมิภาค


ขณะที่สมาคมรถบรรทุกแห่งอเมริกา ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประมาณ 37,000 แห่ง ยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ระงับภาษีรถบรรทุก โดยเตือนว่า ยอดขายที่ลดลงอาจเป็นอันตรายต่อผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และผู้ประกอบการขนส่ง


อย่างไรก็ตาม รถบรรทุกและรถบัสที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ซึ่งระบุอยู่ในข้อตกลงการค้าไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ ยูเอสเอ็มซีเอ จะเผชิญกับอัตราภาษี 25% เฉพาะส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐเท่านั้น และชิ้นส่วนรถบรรทุกจากแคนาดาและเม็กซิโก จะยังเข้าสู่สหรัฐได้โดยไม่ต้องเสียภาษี จนกว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะสามารถกำหนดแนวทาง หรือหาทางดำเนินการกับส่วนประกอบของรถบรรทุกที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐ.

เครดิตภาพ : AFP