เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นางสาวพยุง ด้วงกรัด อายุ 90 ปี หลังถูกหลานสาว (ลูกของน้องสาว) และหลานเขยหิ้วปีกไล่ออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ทำให้คุณยายต้องระหกระเหินกลับไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านเก่าที่สนิทกันเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เนื่องจากไม่มีที่ซุกหัวนอน

ยายพยุงเล่าว่า เดิมเป็นชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่ได้แต่งงานและไม่มีบุตร มีพี่น้องร่วมท้อง 9 คน แต่เสียชีวิตหมดแล้ว เหลือตนเพียงคนเดียว เดิมอาศัยอยู่กับครอบครัวของนายเอและนางบี (นามสมมุติ) ย่านไทรม้า โดยช่วยเลี้ยงลูกทั้งสองของทั้งคู่มาตั้งแต่ยังเล็ก กระทั่งเหลนสาวเรียนจบเป็นแพทย์ ส่วนเหลนชายกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

เมื่อเข้าสู่วัยชรา ยายพยุงย้ายมาอยู่กับหลานสาว ซึ่งเป็นลูกของน้องสาว โดยมีเงินเก็บกว่า 3.5 ล้านบาท ตั้งใจแบ่งให้เหลนสาวและเหลนชายคนละ 1 ล้านบาท และเก็บอีก 1.5 ล้านบาท ไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต

ต่อมา ยายพยุง เล่าว่า หลานสาวและหลานเขยขอให้ถอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชี โดยอ้างว่าหากเก็บไว้ในธนาคารมากเกินไปอาจเสี่ยง “ธนาคารล้ม” ตนจึงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีของเหลนทั้งสอง กระทั่งพบภายหลังว่ายอดเงินในบัญชีของตนเองหายไปหมด เหลือเพียงบัญชีของเหลนที่มีเงินครบตามจำนวน

เมื่อยายพยุงทวงถาม กลับถูกต่อว่าด้วยเรื่องไม่ฝากทองไว้ตามที่ขอ ก่อนถูกขับไล่ออกจากบ้าน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยหลานสาวและหลานเขยหิ้วปีกออกจากบ้าน พร้อมขู่หากกลับมาอีกจะเรียกตำรวจจับ ทำให้คุณยายต้องออกมาตัวเปล่า

ด้วยความสิ้นหวัง ยายพยุงนึกถึงเพื่อนบ้านเก่าชื่อนางสุ ซึ่งเคยอยู่ใกล้ชิดกันมาก่อน จึงนั่งแท็กซี่ไปขออาศัยอยู่ด้วย โดยมีทรัพย์สินติดตัวเพียงทองคำหนักรวม 8 บาท เข็มขัดนาก 10 บาท และเครื่องประดับพลอยบางส่วน ขณะที่เสื้อผ้า ยา และเงินสดกว่า 1 แสนบาทยังคงอยู่ในบ้านหลานสาว

ล่าสุด (3 พ.ย. 68) ที่บ้านของนางสุ หมู่บ้านคริสตัลโฮม ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี ผู้สื่อข่าวได้พบยายพยุงอีกครั้ง ซึ่งเผยว่าต้องการขายทองรูปพรรณและเข็มขัดนากทั้งหมด เพื่อนำเงินมาเก็บไว้ใช้จ่ายยามชรา ไม่อยากเป็นภาระของผู้อื่น

ผู้สื่อข่าวพร้อมนางสุและญาติของนางสุ จึงช่วยกันพาคุณยายไปยังร้านรับซื้อทอง “พรโสฬสมงคล 89” บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยเจ้าของร้าน “คุณช้าง” ซึ่งทราบข่าวมาก่อน ได้ตรวจสอบน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ทอง รวมทั้งหมดได้ 651,754 บาท ก่อนยายพยุงตัดสินใจขายเพื่อนำเงินฝากเข้าธนาคาร โดยมีผู้สื่อข่าวเป็นพยาน

คุณยายกล่าวทั้งน้ำตาว่า “อยากให้หน่วยงานรัฐมารับไปอยู่บ้านพักคนชรา จะได้ไม่ต้องรบกวนเพื่อนบ้าน เพราะเขาก็แก่แล้ว ไม่อยากเป็นภาระใครอีก”