นายชัยยันต์ เจียมศิริ ประธานกลุ่มเครือข่ายสภาเกษตรกรปรับปรุงคุณภาพไม้ผลจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัจจุบันลิ้นจี่พันธุ์ค่อม มีพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ แต่ในแต่ละปีให้ผลผลิตไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากลิ้นจี่จะออกดอกได้ดีเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียสติดต่อกันอย่างน้อย2 สัปดาห์ หากอากาศแปรปรวนหรืออุ่นเกินไป ดอกจะร่วงก่อนติดผล ทำให้ผลผลิตหายไปทั้งสวน ชาวสวนบางรายถึงขั้นโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้ง แล้วหันไปปลูกมะพร้าวหรือส้มโอแทนเพราะให้ผลผลิตและรายได้แน่นอนกว่า

เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มเครือข่ายสภาเกษตรกรฯ จึงร่วมกับศูนย์วิจัยชุมชนตำบลแควอ้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) สมุทรสงคราม และ สวก. เดินหน้าโครงการวิจัยเชิงทดลอง โดยคัดเลือกพื้นที่นำร่อง 4 แปลง ได้แก่สวนลิ้นจี่ 200 ปี ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา ของนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา สวนของนายอุริศ อู่เนียม ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา สวนของนายมนตรี ตันติภัณฑ์รักษ์ และ ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที สวนของนางถนอมจิต บุตราช แต่ละแปลงมีต้นลิ้นจี่ประมาณ 60–70 ต้น

รูปแบบการทดลองแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกใช้วิธี สเปรย์น้ำ” ฉีดพ่นในสวนเพื่อปรับสภาพอากาศให้เหมาะกับการออกดอก ส่วนที่สองใช้ ฮอร์โมนทางวิทยาศาสตร์” ช่วยให้ดอกสมบูรณ์ แข็งแรง และไม่ร่วงง่าย โดยแต่ละแปลงจะเปรียบเทียบผลลัพธ์ทั้งสองวิธี เพื่อหาทางเพิ่มอัตราการติดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ได้จะถูกรวบรวมเป็นงานวิจัยต่อยอดให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในอนาคต

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเตรียมเดินทางไปศึกษาดูงานการปลูก “ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1” ที่จังหวัดนครพนม ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากพันธุ์ดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตได้ทุกปี แม้อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 20–22 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของลิ้นจี่ทั่วไป โดยจะนำกิ่งพันธุ์ลิ้นจี่นครพนม 1 และพันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม มาทดลองศึกษาการสังเคราะห์แสงของใบในห้องปฏิบัติการ และเอายอดลิ้นจี่ นครพนม 1 หรือลิ้นจี่จันทบุรี มาเสียบยอดต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างทางสรีรวิทยาและหาวิธีปรับปรุงพันธุ์ลิ้นจี่ค่อมให้ทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น

นายชัยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังสำรวจพื้นที่และติดตั้งระบบสเปรย์น้ำ รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้พร้อมสำหรับการทดลองจริง จากนั้นในเดือนธันวาคมนี้ จะมีการจัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่กว่า 200 ราย เพื่อให้ความรู้เรื่องการดูแลต้นลิ้นจี่ การใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ และการจัดการสวนอย่างเหมาะสม เมื่อสิ้นสุดการวิจัย ผลลัพธ์จะถูกเผยแพร่สู่ชาวสวนทั่วจังหวัด เพื่อขยายผลในเชิงปฏิบัติ

สำหรับ“ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม มีรสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ เพราะจังหวัดสมุทรสงครามมีความพิเศษมี 3 น้ำคือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งส่งผลต่อรสชาติและความหวานเฉพาะตัว หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสามารถออกดอกและติดผลได้ แม้อุณหภูมิจะอยู่ที่ 20–22 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรในพื้นที่ และหากงานวิจัยให้ผลชัดเจน ชาวสวนที่เคยเลิกปลูกลิ้นจี่อาจกลับมาปลูกเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาพันธุ์ไม้ผลพื้นเมืองของสมุทรสงครามไว้เท่านั้น แต่ยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรในอนาคตอีกด้วย