เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงความคืบหน้าหลังจากนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงร่วม รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ว่า การดำเนินการตามจากผลการประชุมคณะเจบีซี ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 21-22 ต.ค. 2568 แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1.จากการที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบตรงกันเรื่องการซ่อมแซมและการจัดทำหลักเขตแดนเพื่อเปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่ได้รับความเสียหาย 2.การเร่งแก้ไขทีโออาร์ ปี 2003 (แผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา พ.ศ. 2546) เพื่อนำเทคโนโลยี LiDAR หรือ Light Detection and Ranging System มาใช้ทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ ภายในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค. 2568
นายเบญจมินทร์ กล่าวอีกว่า 3.เห็นพ้องการสำรวจและเร่งจัดทำหมุดชั่วคราวบริเวณหลักเขตแดน 42-47 ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน รวมถึงให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรับรองที่ดินในบริเวณนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกัมพูชากำลังพิจารณาร่างคำแนะนำทางเทคนิคสำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวในบริเวณดังกล่าว ส่วนฝ่ายไทยได้จัดทำร่างคำแนะนำทางเทคนิคฯ แล้ว และกำลังรอคำตอบจากฝ่ายกัมพูชาภายในวันที่ 14 พ.ย. 2568 จากนั้นจะสำรวจวางหมุดชั่วคราวภายในวันที่ 17 พ.ย. นี้ เริ่มจากหลักเขตแดนที่ 42-43 แล้วตามด้วยหลักเขตแดนที่ 46-47 และหลักเขตแดนที่ 43-46 ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องนำผลสำรวจไปเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐบาลของแต่ละฝ่าย และเพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมต่อการปรับการถือครองที่ดินของทั้ง 2 ฝ่าย
“ขอย้ำว่าการวางหมุดชั่วคราว มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิของไทยและกัมพูชา ในเรื่องเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการตกลงกันว่าให้มีการประชุมเจบีซีอีกครั้ง เพื่อติดตามการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะจัดให้มีขึ้นในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2569” นายเบญจมินทร์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขทีโออาร์ ฉบับปี 2003 จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ทีโออาร์นี้เป็นข้อปฏิบัติจากเอ็มโอยู ฉบับปี 2543 จึงไม่มีเนื้อหาใดที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบได้ เป็นการกำหนดรายละเอียดแก่ผู้ปฏิบัติเท่านั้น
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการแก้ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือไซเบอร์สแกม ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และนอกประเทศ โดยร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหา ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงต้องประสานความร่วมมือกับกัมพูชา โดยทำมาตั้งแต่ปี 2564 ในการประสานงานรับตัวคนไทยที่เข้าไปอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมา และประสานต่อเนื่องจนถึงปี 2568 กัมพูชาส่งตัวคนไทยกลับมาดำเนินคดีในหลายรอบนับตั้งแต่เดือน มี.ค.-ส.ค. 2568 รวม 249 คน และเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำร่างแผนการปราบปราม โดยฝ่ายไทยได้ส่งข้อมูลเป้าหมายกว่า 63 เป้าหมายให้กับทางกัมพูชา เพื่อร่วมมือกัน ติดตามผู้กระทำผิด

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อสกัดการอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไซเบอร์สแกม และการค้ามนุษย์ โดยจะมีการประชุมติดตามผลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และข้อตกลงเป็นลักษณะความร่วมมือ ไม่มีผลเป็นสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน อีกทั้งได้ตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมีพล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ทั้งนี้ขอย้ำว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพัฒนาการแก้ปัญหาดังกล่าวในประเทศและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง


