วันที่ 4 พ.ย. 68 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. โพสต์ข้อความระบุว่า

“ผมยืนยันอีกครั้ง

นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ถูกพิพากษายกฟ้องจากศาลในคดีปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ถ้ามีคำพิพากษาขอให้แสดงหลักฐานต่อสังคม จะได้ชัดเจนว่าคำวินิจฉัยศาลเขียนอย่างไร

ส่วนในชั้นป.ป.ช.ที่ยกคำร้องแล้วบอกว่าคดีถึงที่สุด เป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ วันที่มีการแถลงข่าว ผมไปนั่งฟังและยกมือถามเลขาธิการป.ป.ช.ผู้แถลงในเวลานั้น ว่าท่านเชื่อหรือไม่ว่านี่คือความยุติธรรม ถามย้ำ 2-3 รอบแต่ไม่ได้รับคำตอบ

ถ้าเปรียบเทียบกับกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมล้อมรัฐสภา มาตรฐานการดำเนินการของป.ป.ช.แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ

รัฐบาลนายสมชายใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาควบคุมการชุมนุม ไม่มีทหาร ไม่มีอาวุธสงคราม ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 2 ราย คนหนึ่งขับรถจี๊ปบรรทุกวัตถุระเบิดแล้วเกิดระเบิดขึ้นเองก่อนเข้าพื้นที่ชุมนุม อีกรายมีข้อมูลจากการชันสูตรพลิกศพ คาดว่าน่าจะเกิดจากระเบิดปิงปอง ซึ่งมีหลักฐานว่าใช้กันในที่ชุมนุม

ป.ป.ช.ชี้มูลแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ในที่สุดป.ป.ช.ฟ้องตรงต่อศาลเอง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง ป.ป.ช.ก็แสดงการต่อสู้อย่างถึงที่สุดโดยการยื่นอุทธรณ์จำเลยบางราย ซึ่งศาลพิพากษายืนยกฟ้อง

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ใช้ทหาร 67,000 นาย ใช้กระสุนจริง 117,923 นัด เป็นครั้งแรกในโลกที่รัฐบาลใช้พลซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามติดกล้องยิงระยะไกล กับประชาชนที่ชุมนุมโดยไม่มีอาวุธ ใช้กระสุนซุ่มยิง 2,120 นัด มีคนตาย 99 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน หลังความสูญเสียคืนวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลประกาศเขตกระสุนจริง และยังคงมีพลซุ่มยิงออกปฏิบัติการจนถึงวันยุติการชุมนุม

6 ชีวิตถูกยิงตายในเขตอภัยทานหลังเวทียุติแล้วหลายชั่วโมง ส่วนหนึ่งเป็นพยาบาลอาสาและหน่วยกู้ภัย

ทั้งหมดนี้ป.ป.ช.ยกคำร้อง หยุดคดีไว้ตรงนี้ สำนวนคดีไม่ถึงศาล

กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ใจดีกับพวกผมเหมือนนายอภิสิทธิ์ ทั้งแกนนำและมวลชนเสื้อแดงจำนวนมากถูกดำเนินคดี เราต่อสู้จนศาลพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้อง ทั้งคดีก่อการร้ายของแกนนำ และคดีชายชุดดำของมวลชน

ใครจะปฏิเสธก็ว่าไป แต่นี่คือความจริงและบาดแผลที่อำนาจรัฐกระทำต่อประชาชน”