วันที่ 6 พ.ย. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับปัญหาภัยทางการเงินและอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งมีวิวัฒนาการไปอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยล่าสุดได้มีการปรับยุทธศาสตร์และเพิ่มมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันและลดปัญหา “เงินทุนเทา”
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเดิมคือเรื่อง แอปโอนเงิน หรือการถูกควบคุมโทรศัพท์ (รีโมต) เพื่อดูดเงินออกไป แต่ปัจจุบัน ปัญหาในส่วนนี้ได้รับการแก้ไขร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว และในปี 2568 ปัญหาการดูดเงินเป็น “ศูนย์”
อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมทางการเงินได้วิวัฒนาการไปสู่การใช้ “เงินเทา” ผ่านการหลอกให้โอนเงินในรูปแบบต่าง ๆ เข้าสู่ “บัญชีม้า” ธปท. ได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) และสำนักงาน ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ดำเนินการแก้ไข โดยมีการออกหลายมาตรการเกี่ยวกับบัญชีม้าในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา
ผลจากการดำเนินการนี้พบว่า ปัญหาเกี่ยวกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ลดลงแล้วประมาณ 25% และคาดหวังว่าแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ปัญหาบัญชีม้าจะลดลง แต่ปัญหาเงินเทาก็ยังคงพัฒนาต่อเนื่องไป ธปท. จึงได้ปรับตัวและยกระดับการควบคุมขึ้นใน 2 ด้านหลัก ๆ
1.การติดตามบัญชีลูกค้า จากเดิมที่ธนาคารต้องรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) วันนี้ได้ยกระดับให้สถาบันการเงินต้องติดตามบัญชีนั้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า “Customer Due Diligence” หรือ CDD หากพบพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่น่าสงสัย ก็จะต้องมีการรายงาน
ทั้งนี้ ปัจจุบันการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติยังไม่ได้ถูกรายงานมาที่ ธปท. โดยตรง แต่ถูกส่งไปยังหน่วยงานอื่น ดังนั้น การดำเนินการต่อไปคือ การผลักดันให้มีการรายงานข้อมูลที่ผิดปกติมายัง ธปท. เพื่อที่ ธปท. จะได้เห็น “โฟลว์ของเงินที่ผิดปกติ” และดำเนินการแก้ไขร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
2.กฎเกณฑ์กำกับที่เข้มงวดมากขึ้น โดยธปท. จะออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับธุรกิจบางประเภทที่อยู่ภายใต้การกำกับ โดยเฉพาะธุรกิจที่อาจมีความกังวลว่าจะเป็นช่องทางผ่าน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับเงินทุนเทา ตัวอย่างธุรกิจที่ถูกควบคุมเข้มงวดขึ้น ได้แก่ ร้านรับแลกเงินและโอนเงิน (Money Exchange, Money Transfer), อีวอลเล็ต (E-wallet) ทั้งหลาย
ธปท. ยืนยันว่า ได้ทำงานร่วมกับทุกกระทรวงและทุกอนุกรรมการอย่างใกล้ชิด รวมถึงทำงานร่วมกับ ปปง. ในการตรวจสอบธุรกรรมที่อาจมีความพิเศษและน่าสงสัยบางอย่าง เช่น ธุรกรรมการค้าทองคำ
ผู้ว่าการ ธปท. เชื่อมั่นว่า หากทุกหน่วยงานร่วมมือกันภายใต้การนำของรัฐบาลที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องเงินทุนเทาและอาชญากรรมทางการเงินเหล่านี้จะผ่อนคลายลง และสามารถป้องกันได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป
ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับช่องว่างในการกำกับดูแล เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ประชุมระบุว่าปัจจุบันหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งทำให้เกิดช่องโหว่ในการติดตามตรวจสอบ
ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อระบุและอุดช่องโหว่เหล่านี้ด้วยกฎหมายและระเบียบที่เหมาะสม เป้าหมายหลักของการดำเนินการนี้คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลทางการเงินให้ได้มาตรฐานสากล และสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะปลอดภัยจากสแกมเมอร์



