ถือเป็นการวัดใจพรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายค้ำ หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อ 5 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา โดยตอบคำถามจะยุบสภาก่อน 4 เดือน หากพรรคเพื่อไทย (พท.) จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ว่า ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์กว่าจะยื่นอภิปรายได้ สภาเปิดสมัยประชุมเดือน ธ.ค. ตั้งใจยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.อยู่แล้ว ตนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร

ตีความได้ชัดเจน ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามได้สัญญาณพรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะยุบสภาทันที งานนี้เลยต้องวัดใจทั้ง พท. และพรรค ปชน. จะใช้มาตรการสำคัญ ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือไม่ เชื่อว่าในส่วนของอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล คงต้องการใช้มาตรการรุนแรงที่สุด ตรวจสอบรัฐบาล เพราะในฐานะที่มีฐานการเมืองเดียวกันต้องพึ่งบ้านใหญ่ และยึดมั่นใน สส.เดิม อีกทั้ง พท.คงมองการเมืองออกว่า ในการเลือกตั้งคงไม่สามารถเอาชนะพรรคสีส้มได้ คงหวังได้ที่ลำดับสอง เพื่อชิงการเป็นแกนนำรัฐบาลกับพรรค ปชน. เพียงแต่ว่า หากจะนำเรื่องทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์มาอภิปราย อาจถูกย้อนศร ถูกตั้งคำถามสวนกลับ ทำไมช่วงเป็นรัฐบาลถึงไม่สามารถปราบปรามให้เด็ดขาด หรือถ้า พท.ไม่ยื่นซักฟอกหวังจะต่อสายสร้างสัมพันธ์ไว้ หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล และต้องดึงพรรค ภท.เข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะการทำงานการเมืองจะโกรธแค้นกันอย่างไร ก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาด

ส่วนพรรค ปชน. ต้องวัดใจจะใช้ช่องทางตรวจสอบในสภายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ยิ่งบรรดาพลพรรคสีส้ม ต่างออกมาวิจารณ์เรื่องแนวทางการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ของฝ่ายบริหาร ถึงกับออกแคมเปญในการเลือกตั้ง “มีเราไม่มีเทา” เพียงแต่เรื่องสำคัญที่พรรค ปชน. ต้องการมากที่สุดคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อปูทางไปสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ที่ “กรรมาธิการ (กมธ.) ของรัฐสภา” อยู่ระหว่างพิจารณา หวังจะปรับที่มาขององค์กรอิสระ และปรับปรุงกระบวนยุติธรรมและหลายคนเชื่อว่า พรรคภท.และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่วนใหญ่ไม่ต้องการแก้ไข รธน.อยู่แล้ว เพราะจะกระทบกับสถานะของ สว. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไป
ด้าน “นายรังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.ในฐานะประธานคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะยุบสภาทันที หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า เป็นสิ่งที่นายกฯ ทำได้ตามกฎหมาย แต่อีกมุมหนึ่งสิ่งที่ประชาชนเชื่อหรือมองจะเป็นอย่างไร พร้อมหยิบยกที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรค ภท. ประธานวิปรัฐบาล เคยระบุว่า “ตั้งโจรมาปราบโจร” นั้น ส่วนตัวจึงตั้งคำถามว่า แล้ว “โจรจะอุ้มโจร” นั้นมันก็หลายต่อ ซึ่งหากชิงยุบสภาหนีไปก่อน คำถามสำคัญประชาชนจะเข้าใจได้อย่างไร จะกลายเป็นว่าสุดท้ายคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือไม่ และทำเช่นนี้ใครจะได้ประโยชน์ กลุ่มสีเทาจะได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ ตนแนะไปยังนายกฯ ว่าต้องคิดให้ดี

เมื่อถามว่า ข้อมูลที่มีจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือไม่ ถ้าต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พวกเราพร้อมอยู่แล้ว ข้อมูลหลายอย่างเอาไปใช้เป็นข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา และพร้อมพูดคุยกับพรรค พท. เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดคุย ส่วนหนึ่งก็มาจากกลไกวิปฝ่ายค้านดำเนินการได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เข้าร่วมกับวิป นี่ยังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ ดังนั้นหากจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเสียงของฝ่ายค้าน 280 กว่าเสียง ถ้ายื่นไปแล้วไม่สำเร็จก็น่าเสียดาย ดังนั้นกลไกของการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้าน มีความสำคัญมาก สุดท้ายจะจบอย่างไร
“ผมยืนยันว่าข้อมูลเหล่านี้สามารถเอาผิด โดยเฉพาะทางการเมืองกับบุคคลต่างๆ ได้ เอาผิดในการขยายผลเครือข่ายต่างๆ หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่อดีตที่เป็นนายกฯ ที่เป็นรัฐมนตรี นักการเมืองต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้ ต้องยอมรับว่าฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำเละเทะ ตำรวจที่มีการแฉออกมาไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน 200 คน กระทั่งคนที่มีหน้าที่ปราบเว็บพนันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับส่วยเว็บพนัน ดังนั้นต้องยอมรับว่ากลไกต่างๆ แทบจะไม่เหลืออะไรให้เราเชื่อมั่นแล้ว สิ่งที่พวกผมทำได้ในฐานะที่ยังมีเวลาทางการเมืองที่จะนับถอยหลังไปทุกๆ วัน เราก็จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา” นายรังสิมันต์ กล่าว
จับท่าทีของแกนนำพรรค ปชน. ยืนยันมีข้อมูลพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อยู่แล้ว และพร้อมพูดคุยกับพรรค พท. หรือพรรคสีส้มหวังผลให้หัวหน้ารัฐบาลตัดสินใจยุบสภาเร็วขึ้น เพราะไม่มีบาดแผลให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีในการหาเสียงได้ ขณะที่หลายพรรคกำลังมีปัญหาโดยพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ถูกครหาว่า เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นเรื่องเทาๆ

ขณะที่รัฐบาลถูกวิจารณ์เรื่องการไม่เอาจริงเอาจังกับการปราบขบวนการสแกมเมอร์ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ 15 หน่วยงาน และประกาศสงครามกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนายกฯ กล่าวว่า ปัญหาภัยสแกมเมอร์ เป็นภัยความมั่นคงอันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะนี่คือวาระแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งออนไลน์สแกมเมอร์ให้เห็นผลจริงทั้งในระยะสั้นและยั่งยืนในระยะยาว เพื่อประเทศไทยของเราจะได้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์
“สิ่งที่ทุกท่านรวมถึงตัวของผมด้วยมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ ที่จะปฏิบัติก็คือจะต้องร่วมกันปราบปรามปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์เหล่านี้ให้จงได้ พวกเราทุกคนมีอายุราชการเหลือไม่กี่ปีแล้ว ผมจะไม่มีวันที่จะต้องเกรงใจใครที่ตั้งใจจะมาทำร้ายประชาชนของผม ต้องขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ผมรู้จักเพื่อนพี่น้องของผมเหล่านี้ดี พวกเราจะไม่มีวันหมดหน้าที่ หรือแม้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บอกกับตัวเองไม่ได้ว่าในขณะที่มีอำนาจมีหน้าที่ มีภารกิจอยู่ไม่ทำเรื่องให้สำเร็จ ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน ตายตาไม่หลับ” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า พวกเราทุกวันมาถึงจุดนี้ได้ ต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ด้วยเกียรติยศ และได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างสุดความสามารถ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลและคณะรัฐบาลทุกคนขอให้ความมั่นใจว่าเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้และเรื่องนี้ไม่มีเกี้ยเซียะ เรื่องนี้มีแต่ลุยลูกเดียวเท่านั้น และเราจะถือว่าสิ่งเหล่านี้คือผลงานของเรา คือบุญคุณของประชาชนที่เราจะนำมาทดแทนและเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำขึ้นมา เพื่อเป็นการขออภัยประชาชนในสิ่งที่เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา เราตั้งใจจะทำอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในทีมของเรา ทีมไทยแลนด์

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังตอบคำถามสื่อ ถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ในระยะเวลา 1 เดือนที่มาทำหน้าที่ว่า ดำเนินการตลอดเวลาอยู่แล้ว ที่บอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้มีการยึดทรัพย์สินหลักหลายหมื่นล้านบาท ส่วนที่มีคนกล่าวหาว่าคนในรัฐบาลเกี่ยวข้องนั้น ให้บอกชื่อมาใครที่มีหลักฐานขอให้เอ่ยชื่อดังๆ แล้วเราจะไปดำเนินการ ผิดว่าไปตามผิดไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว แต่เมื่อถูกถามว่า นายรังสิมันต์ โรม คาดหวังให้นายกฯ ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ ออกจากตําแหน่ง นายกฯ ย้อนถามว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไร เพราะนี่คือเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน มันคนละเรื่องกัน” ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
ต้องถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของรัฐบาล บทสรุปออกมาจะทำให้สังคมมีความมั่นใจหรือไม่ มีการดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดข้อครหาฝ่ายบริหาร และอาจตัดเงื่อนไขที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม “นายรังสิมันต์ โรม” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้ความเห็นว่าความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องมอบให้ประชาชนคือการปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากรองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ายังอุ้มกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะมีความเชื่อมั่นได้
“ทีมข่าวการเมือง”



