นาทีนี้ในทางการเมือง คงไม่มีใครไม่ให้ความสนใจ เรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ตกลงจะกล้าดำเนินการหรือไม่ เพราะเสี่ยงกับการที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตัดสินใจยุบสภา ไม่ยอมให้พรรคแกนนำรัฐบาลต้องเปรอะเปื้อนไปด้วยข้อกล่าวหา ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ยิ่งเป้าหมายพรรคสีน้ำเงินต้องได้เสียงมากที่สุด เพื่อกลับมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารอีกครั้งตามสูตร 4+4 ส่วนพรรคประชาชน (ปชน.) มีเป้าหมายในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพราะต้องการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะการทำงานขององค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม หรืออาจต้องการสร้างความสัมพันธ์กับพรรค ภท. เพื่อหวังเป็นพันธมิตรในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า เนื่องจากหนทางกับการได้ สส. 250 เสียง คงยากที่จะเป็นไปได้ หรือพรรคสีส้มจะเลือกอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล โดยเป้าหมายอยู่ที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) จากปมปัญหามีความสัมพันธ์กับ “เบน สมิธ” นักธุรกิจซึ่งถูกอ้างว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา
ส่วนท่าทีพรรคเพื่อไทย (พท.) “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ออกมาเปิดเผยว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจมีการยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี ว่า การตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องด่าหรือไม่ด่า กระบวนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องปกติตามระบบประชาธิปไตย เป็นเรื่องการตรวจสอบ หากมองว่าประพฤติถูกต้อง ไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องที่เขาว่ากันว่า ปัดเป่าทั้งคดีฮั้ว สว. เขากระโดง ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องห่วง วันนี้กรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เดินหน้าไปอย่างช้าๆ ซึ่งตนอยู่ใน กมธ.ด้วย มองว่าโอกาสที่จะสำเร็จเป็นไปได้น้อย การอภิปรายของแต่ละฟากฝั่ง อ่านกันออกว่าโอกาสที่จะผ่านวาระ 3 มีมากน้อยเพียงใด ไม่อยากให้รัฐบาลนำเรื่องการแก้ไข รธน. มาเป็นตัวประกัน ซึ่งอาจจะมีกระบวนการมาพูดคุยกับพรรคประชาชน (ปชน.) เรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราคำนึงถึงการแก้ไข รธน. แต่ไม่สามารถหยุดการทำงาน ในการป้องกันความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศจากการทุจริต คอร์รัปชั่น และการปัดเป่าคดีต่างๆ ได้
เมื่อถามถึง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอาจจะกังวลว่าจะถูกโจมตีเรื่องสแกมเมอร์ ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค ปชน. ก็ออกมาเรียกร้องให้นายกฯ ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากตำแหน่งรองนายกฯ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า พรรคพท.ดำเนินการเรื่องปราบสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น แต่หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาล กระบวนการที่จะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจังกลับไม่เห็น ซึ่งเราจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด จะเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ พวกเราไม่ได้พุ่งเป้าไปพรรคใด ไม่ได้บอกว่าเป็นพรรคของ ร.อ.ธรรมนัส หรือพรรคของนายอนุทิน ซึ่งเข้าใจว่าข้อเรียกร้องของนายรังสิมันต์ คือให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่มองว่าต้องเปลี่ยนที่ตัวนายกฯ นั่นแหละ เพราะว่ากระบวนการในการทำงานของนายกฯ ที่ผ่านมาไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้
งานนี้ต้องวัดใจพรรค พท. จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงพรรคเดียวหรือไม่ หากพรรค ปชน. ไม่ขอร่วมด้วย บทสรุปจะยื่นรายบุคคลหรือทั้งคณะ หากต้องยื่นอภิปรายเพียง “ร.อ.ธรรมนัส” จะกล้าหรือไม่ เพราะเคยร่วมงานกันมา และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “นายทักษิณ ชินวัตร” ผู้มากบารมีเหนือพรรค พท. อาจเก็บงำข้อมูลบางอย่างเอาไว้ หากเปิดเผยออกมา อาจมีผลกระทบกับพรรค พท.
แต่ที่น่าสนใจคือ การประชุมคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข รธน. ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมีวาระสำคัญคือ การลงมติตัดสินในเนื้อหาของร่างมาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรที่มีหน้าที่จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ว่าจะให้มีเฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น หรือให้มีสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) และ กมธ.ร่าง รธน. ในช่วงเริ่มประชุม เวลา 09.30 น. พบว่าที่ประชุมสามารถเปิดประชุมและให้ กมธ.ที่เสนอแนวทางต่างๆ ได้นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดให้ กมธ.ได้พิจารณาและซักถามในรายละเอียดต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายเนื้อหาเสร็จสิ้นจนถึงเวลา 12.00 น. แล้ว ประธานในที่ประชุม ระบุว่า ให้มีการลงมติตัดสินเพื่อให้ได้พิจารณาในเนื้อหาอื่นต่อไป แต่ปรากฏว่าก่อนลงมติต้องตรวจสอบองค์ประชุม แต่พบว่า มี กมธ.อยู่ในห้องประชุมเพียง 20 คน จาก กมธ.ทั้งสิ้น 43 คน จึงถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องปิดประชุม และนัดประชุมใหม่ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. โดยกำหนดให้นัดลงมติทันที
ด้าน “นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. และนายเอกพร รักความสุข สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ในฐานะโฆษก กมธ. แถลงผลการประชุม กมธ.ภายหลังองค์ประชุมล่ม โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า น่าเสียดายที่ไม่สามารถลงมติในมาตรานี้ได้ เพราะ กมธ.ที่มาประชุม ไม่ครบองค์ประชุม ทั้งที่เป็นมาตราสำคัญ หากลงมติได้จะทำให้การพูดคุยในมาตราถัดไปเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า กมธ.เร่งพิจารณาอย่างเต็มที่ และพยายามให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาเดิม แต่วันนี้เกิดอุปสรรคในแง่ขององค์ประชุม จึงเลื่อนการลงมติไปในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ขอเรียกร้องให้ กมธ.ทุกท่านเข้าประชุม เพื่อหาฉันทามติให้การแก้ไข รธน. ให้เดินหน้าต่อไปได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
เมื่อถามย้ำว่า การลงมติไม่ได้ปุ๊บปั๊บ เป็นไปได้หรือไม่ว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะมีธงในใจแล้ว นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนสามารถประเมินได้ ส่วนตัวตนคิดว่า กมธ.ทุกคนมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมาตลอดคือ สิ่งใดที่ยังมีความคิดเห็นที่ต่างกันสามารถใช้พื้นที่ใน กมธ.ในการพูดคุยเพื่อหาฉันทามติร่วมกันเพื่อที่จะสามารถเดินต่อไปได้ ส่วนความเห็นที่ยังไม่ตกผลึกสามารถนำมาพูดคุยกันได้ ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างและ กมธ.มีหน้าที่ที่จะชี้แจงอยู่แล้ว หากท่านต้องการเวลา ตนคิดว่าเราก็สามารถที่จะพูดคุยกันได้อย่างมีวุฒิภาวะ เข้าใจว่าบางท่านอาจมีภารกิจในพื้นที่ แต่ก็อยากให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน
เมื่อถามถึง สาเหตุที่องค์ประชุมไม่ครบ น.ส.พนิดา กล่าวว่า กมธ.ท่านอื่นๆ มีภารกิจเร่งด่วน เช่น กลับไปดูพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม และการป้องกันเรื่องพายุ ทำให้ไม่สามารถลงมติได้ในเวลา 12.30 น. ตามที่ประธาน กมธ.กำหนดไว้ ซึ่งอาจมีความแตกต่างหลากหลายในประเด็นนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถได้ข้อสรุป และยังไม่สามารถมีฉันทามติได้ว่ารูปแบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของผู้เขียนร่าง รธน.จะเป็นอย่างไร โดยจุดนี้อาจเป็นจุดที่ทำให้หลายคนมีความกังวล และเชื่อว่าคณะทำงานของ กมธ. อาจสามารถหาข้อสรุปได้และมีการลงมติในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เพื่อที่จะสามารถเดินหน้าต่อในมาตราต่อไปที่จะมีผลจากการกำหนดในมาตรา 256/1 (1)
เมื่อถามว่า สัดส่วนของ กมธ.ที่หายไปมีจำนวนเท่าไหร่ น.ส.พนิดา กล่าวว่า จริงๆ เป็นสัดส่วนของหลายพรรค มีทั้ง สส. และ สว. ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ซึ่งวาระสำคัญแบบนี้ถ้าองค์ประชุมไม่ครบก็อาจจะมีปัญหาในอนาคต เพราะหากลงมติแล้วเสียงปริ่มน้ำก็อาจจะเกิดปัญหา จึงจำเป็นต้องปิดการประชุมในวันนี้ แล้วพิจารณาใหม่ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดย กมธ.ทุกท่าน มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และเป็นความคาดหวังของประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สัญญาณองค์ประชุม ที่ร่วมเป็น กมธ.ร่างแก้ไข รธน. ในวาระสำคัญล่ม อาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุ การแก้ไข รธน. อาจไม่เป็นไปตามที่วาดหวังไว้ หรืออาจะเดินทางไปไม่ถึงในวาระที่ 3 หรือถ้าผ่านไปได้ อาจไม่ผ่านความเห็นของจากรัฐสภา หลังมีเสียงวิจารณ์ว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่อยากแก้ไข เช่นเดียวกับ สว.สีน้ำเงิน นั่นหมายความว่า เดือน ธ.ค. จะเป็นช่วงที่การเมืองร้อนมากที่สุด ทั้งความเป็นไปได้ของการแก้ไข รธน. และ อนาคตของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล.
“ทีมข่าวการเมือง”



