เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกมาประกาศจับสแกมเมอร์ได้ 35,000 ล้านบาทแล้วเหน็บว่าทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่แล้วมาก โดย นายฉัตริน จันทร์หอม กล่าวว่า ตัวเลข 14,500 ล้านต่อปีที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยทำไว้ คือ มูลค่าความเสียหายที่ลดลง ไม่ใช่แค่เอายอดเงินหมุนในบัญชีม้า มานับโชว์ให้ดูเท่ ๆ ซึ่งถ้าอยากเทียบ ก็ต้องเทียบให้ถูก โดยเทียบที่ ความเสียหายของประชาชน ไม่ใช่ยอดตัวเลขลอย ๆ

“ถามง่าย ๆ ครับ ช่วงไหนที่คุณได้รับอิสเอ็มเอสหลอก หรือสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “น้อยที่สุด” ก่อนรัฐบาลเพื่อไทย ระหว่างรัฐบาลเพื่อไทย หรือหลังจากนั้น คำตอบชัดอยู่แล้วครับ” นายฉัตริน กล่าว

นายฉัตริน กล่าสอีกว่าเมื่อพอเรื่องนี้เป็นกระแส รัฐบาลก็ออกมาขึงขัง มีการเซ็น บันทึกความเข้าใจ  (เอ็มโอยู) อย่างยิ่งใหญ่ และพรุ่งนี้ก็จะบินไปแม่สอดเพื่อส่งคนอินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองกลับประเทศ ซึ่งถ้าท่านไม่บินไป เขาก็กลับเองได้  ซึ่งเชื่อว่า รัฐบาลนี้ถนัดเซ็นเอ็มโอยูและบันทึกข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล (เอ็มโอเอ) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนมาก แต่ผลงานจริงยังไม่เห็น ที่เห็นสานต่อสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วทำมาก็คือการประชุมตำรวจอาเซียนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการปราบสแกมเมอร์ของภูมิภาค

นายฉัตริน กล่าวอีกว่า เอสเอ็มเอสสแกมเมอร์ ได้หมดไประยะหนึ่งแล้ง ตั้งแต่นายประเสริฐ สั่งให้มีการทำเอสเอ็มเอสคลีนซิ่ง ลงทะเบียนเซ็นเดอร์เนมใหม่ทั้งระบบ และผู้ส่งแอสเอ็มเอสแบบแนบลิงก์ จะต้องเป็นผู้ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเครือข่ายทุกครั้ง และต้องมีการตรวจสอบทุกข้อความที่มีลิงก์ก่อนส่ง ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเรียกผู้ให้บริการเครือข่ายเข้ามาคุยว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงกลับมาอีก แทนที่มัวแต่จะไปเซ็นเอ็มโอยูอยู่

นายฉัตริน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีคนถูกหลอกรายวันเพิ่มขึ้น และสแกมเมอร์ที่เสนอเงิน 40 ล้านให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังไม่ถูกดำเนินคดีใด ๆ ทั้ง ๆ ที่เกินเส้นตายมานานแล้ว อีกทั้ง ยังไม่มีการยึดทรัพย์ และดำเนินคดีกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน หรือแม้แต่กัมพูชาเองก็ดำเนินการไปแล้ว จนทำให้ไทยที่เคยเป็นพี่ใหญ่เรื่องนี้ กลายเป็นตัวตลกในสายตาโลก และยังชักช้ากับการออกกฎหมายลูก และไม่บังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่รัฐบาลเพื่อไทยทำใส่พานไว้ให้แล้ว เพื่อที่จะนำเงินมาคืนผู้ที่เป็นเหยื่อสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐบาล จึงอย่าเพิ่งรีบอวดผลงาน เพราะยังมีผู้เสียหายอยู่ทุกวัน