นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมกกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด ม.ค. – เม.ย.  69 เป็น 2 กรณี  1.เรียกเก็บค่าไฟคงที่อัตราหน่วยละ ละ  3.94 บาทเท่ากับงวดปัจจุบัน และทยอยจ่ายหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบมจ.ปตท. 2.เรียกเก็บที่อัตราปรับเพิ่มขึ้นเป็นหน่วยละ 4.58  บาท หรือเพิ่มขึ้น 64 สตางค์  โดยจ่ายหนี้กฟผ. และบมจ.ปตท.คืนทั้งหมด ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานกกพ.ตั้งแต่วันนี้ – 23 พ.ย.  68  ก่อนสรุป และประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

“ต้นทุนหลัก ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐส่งผลดีเชิงบวกต่อค่าไฟ แนวโน้มค่าไฟจึงเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้กกพ.มีช่องว่าง โอกาส และทางเลือกในการบริหารความสมดุลระหว่างการลดลงของต้นทุนค่าไฟกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบพลังงานได้พร้อมกัน การทบทวนค่าไฟในงวดต้นปีหน้า จึงยังสามารถตรึงค่าไฟให้อยู่ในระดับเดิมได้ อีกทั้งยังมีช่องทางในการเร่งลดภาระทางการเงินด้านเชื้อเพลิงล่วงหน้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบมจ.ปตท. ได้เพิ่มเติมด้วย”

ส่วนสาเหตุที่กกพ. ยังไม่สามารถประกาศปรับลดค่าเอฟที และค่าไฟให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลงได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังจำเป็นต้องทยอยชำระคืนค่าเชื้อเพลิงจากต้นทุนคงค้าง (เอเอฟ) ที่เกิดขึ้นจริงของกฟผ. และ ปตท. เพื่อให้ทั้ง 2 หน่วยงานสามารถฟื้นเสถียรภาพทางการเงินและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงานโดยรวมได้ต่อเนื่องฃ

ทั้งนี้ที่ผ่านมากกพ. ได้ทยอยชำระคืนภาระหนี้เอเอฟ ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง เดือน พ.ค. – ส.ค.  68  กกพ. ได้มีมติให้นำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟฟ้าจำนวน 12,200 ล้านบาท และเห็นชอบให้ทยอยคืน รวม 6 งวด โดยเริ่มคืนงวดแรกในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค.  68 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยอดคงค้างของค่เอเอฟลดลงเหลือ 47,058 ล้านบาท และต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งแม้จะลดลงมาก แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟทีต่อไปจนกว่าจะชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมด


สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2569 แบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 79.75 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้ม (1) ต้นทุนเดือนมกราคม – เมษายน 2569 จำนวน 6.11 สตางค์ต่อหน่วย และ (2) เงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 จำนวน 47,058 ล้านบาท หรือคิดเป็น 73.64 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2568 ในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือน เมษายน 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย

ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.58 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากระดับ 3.94 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2: กรณีตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนมกราคม – เมษายน 2569 จำนวน 6.11 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมได้จำนวน 6,141 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.61 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อนำไปพิจารณาทยอยคืนภาระค่า AF บางส่วนให้แก่ กฟผ. ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย

ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงที่เท่ากับ 3.94 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับปัจจุบัน

สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย