นายวิทยา พันธุ์มงคล รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ช่วงประมาณเดือน ธ.ค. 2568 รฟม. จะประเมินการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งเป็นการประเมินทุกปี ก่อนจ่ายเงินสนับสนุนค่างานก่อสร้างให้เอกชนปีละประมาณ 2 พันล้าน เป็นเวลา 10 ปี โดยจะประเมินการดำเนินงานทุกด้าน รวมถึงเรื่องการให้บริการเดินรถ ทั้งความตรงต่อเวลา ความพร้อมของระบบในการให้บริการ และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้วย โดยตามหลักการจะมีตัวชี้วัดกำหนดว่าแต่ละด้านต้องผ่านเกณฑ์ประมาณ 80-90% ซึ่งประเมินเป็นรายปี ขณะที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่คาดไม่ถึง อาทิ รางจ่ายไฟหลุด เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งต่อปี เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยก็จะส่งผลให้ภาพรวมคะแนนยังสูง จึงมีโอกาสผ่านการประเมินสูง 

นายวิทยา กล่าวต่อว่า นอกจากการดูภาพรวมการประเมินเป็นรายปีแล้ว หากในปีนั้นเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดใกล้เคียงกับช่วงเวลาการประเมิน หากเอกชนแก้ไขไม่ได้ หรือทำไม่เรียบร้อย ทาง รฟม. จะยังไม่จ่ายเงิน รอจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ ทั้งนี้สายสีชมพู ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนรางจ่ายกระแสไฟฟ้าใหม่ ภายหลังจากเกิดเหตุรางจ่ายกระแสไฟฟ้าร่วง และขัดข้อง คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จเดือน ธ.ค. 2568 โดยจะอยู่ในช่วงประเมินฯ พอดี ดังนั้นหากไม่เสร็จเรียบร้อย รฟม. สามารถหักเงิน 5% ของเงินที่ต้องจ่ายให้เอกชนตามที่กำหนดในสัญญาสัมปทานได้

ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ขร. จะลงพื้นที่ติดตามการให้บริการรถไฟฟ้าทุกสายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาจากเหตุการณ์ต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่เกิดเหตุรางจ่ายไฟฟ้า (Conductor Rail) ร่วงหล่นเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2568 ระยะทางประมาณ 4.3 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ขณะนี้บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (NBM) ผู้รับสัมปทาน ได้ติดตั้งรางจ่ายไฟฟ้าใหม่แล้วประมาณกว่า 1 กม. ส่วนที่เหลือยังรออะไหล่ส่งมาจากต่างประเทศเพิ่มเติม โดยทยอยมาถึงประเทศไทยแล้วบางส่วนตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 คาดว่าจะดำเนินการติดตั้งรางจ่ายไฟฟ้าใหม่แล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือน ธ.ค. 2568  

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการเปลี่ยนชุดล้อประคอง (Guide wheel) ที่ออกแบบใหม่เป็นแบบล็อก 2 ชั้นของรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลืองนั้น ปัจจุบันสายสีเหลือง เปลี่ยนล้อแล้ว 7 ขบวน จากทั้งหมด 30 ขบวน เหลืออีก 23ขบวน คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือน เม.ย. 2569 ส่วนสายสีชมพู เปลี่ยนล้อแล้ว 6 ขบวน จากทั้งหมด 42 ขบวน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ค. 2569 อย่างไรก็ตามทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้น ขร. ได้กำชับผู้รับสัมปทานให้หมั่นตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอุปกรณ์ขารับไฟฟ้า ของขบวนรถไฟฟ้า และตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ การหลวมของตัวยึด และระดับทั้งแนวราบและแนวตั้งของตำแหน่งแนวรางนำไฟฟ้าของรางจ่ายไฟฟ้า โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงตรวจสอบช่องว่างรอยต่อของชิ้นส่วนต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐานการออกแบบอย่างเคร่งครัด เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนตัวเป็นประจำทุก 15 วัน จากเดิมทุก 30 วัน

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการแบ่งช่วงความยาวของรางจ่ายไฟฟ้า ให้มีช่วงที่สั้นลง และมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เป็นช่วงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินรถเป็นวงกว้างกรณีที่เกิดเหตุ รวมถึงให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการออกแบบอุปกรณ์ยึดรางไฟฟ้าให้มีความมั่นคงแข็งแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และมีการป้องกันการร่วงหล่นของรางนำไฟฟ้าได้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลด และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น สำหรับกรณีล้อร่วง ให้เร่งดำเนินการติดตั้งล้อประคองใหม่ให้ล็อก 2 ชั้นทั้งหมดโดยเร็ว