สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่านายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย กล่าวระหว่างการตอบกระทู้จากสมาชิก ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่ามอบหมายให้ พล.อ.ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำหน้าที่ประสานงานและเป็นคนกลางจัดการเจรจาครั้งใหม่ ระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา
นายอันวาร์กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า นายอนุทินดำเนินการดังกล่าว หลังเกิดเหตุทหารไทย 4 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ระหว่างการลาดตระเวนตามแนวชายแดนที่ติดกับกัมพูชา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นสูญเสียเท้าข้างหนึ่ง
#BernamaNews : Commenting on the suspension of the Thailand–Cambodia peace agreement, Anwar confirmed that it was not due to Malaysia’s role as mediator.#digitalbernamatv #PMX #cambodia #thailand pic.twitter.com/IAKIsbBWuS
— BERNAMA TV ???????? (@BernamaTV) November 11, 2025
ผู้นำมาเลเซียกล่าวว่า แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างความโกรธและไม่พอใจอย่างหนักให้กับฝ่ายไทย ซึ่งพากันตั้งคำถามว่า “มีการละเมิดปฏิญญาเกิดขึ้นหรือไม่” ซึ่งไทยเดินหน้าเรียกร้องให้กัมพูชายึดมั่นและปฏิบัติตามปฏิญญาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งย้ำว่าไทย “ไม่ได้ตั้งคำถาม” ถึงบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย
The Prime Minister said as the chairman of Asean, he was still in close touch with his counterparts from Thailand and Cambodia.https://t.co/MFSoqeKE4Z
— The Star (@staronline) November 11, 2025
นายอันวาร์เปิดเผยด้วยว่า ก่อนพิธีลงนามในปฏิญญาสันติภาพเกิดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มาเลเซียประสานงานกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยหลายคน รวมถึงนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อีกทั้งมีการหารือกับนายอนุทิน
เกี่ยวกับการที่พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองของไทย วิจารณ์ว่า ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซียเป็นคนกลางนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อไทย และเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซง ผู้นำมาเลเซียกล่าวว่า ขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงสันติภาพเป็นหลัก และโดยส่วนตัว “ไม่ติดใจ” กับคำวิจารณ์ของพล.อ.รังษี เนื่องจากการมีความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ.
เครดิตภาพ : AFP



