สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ว่า รายงานสังเกตการณ์ดัชนีความเย็นโลกประจำปี 2568 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) เตือนว่า ความต้องการระบบทำความเย็นดังกล่าว จะเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 2 เท่าจากระดับในปี 2565
????️As heat intensifies & cooling demand soars, increasing emissions, we cannot 'remain cold.'
— UN Environment Programme (UNEP) Europe ???? (@UNEP_Europe) November 11, 2025
@UNEP's 2025 Global Cooling Watch Report, launched at #COP30 ????????, shows a Sustainable Cooling Pathway could cut emissions to 64% below expected levels in 2050.⬇️https://t.co/vnWoWfeZum pic.twitter.com/6eSeOreRkl
รายงานระบุว่า กำลังการผลิตจากระบบทำความเย็นที่ถูกติดตั้ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2593 ขณะที่ความต้องการระบบทำความเย็นจะเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในแอฟริกา และเอเชียใต้
นอกจากนั้น ยูเอ็นย้ำถึง “ระบบทำความเย็นแบบทางอ้อม” ซึ่งรวมถึงการออกแบบผนังและหลังคาที่ดีขึ้น การบังแดด การใช้โซลาร์เซลล์ระบบอิสระ และการระบายอากาศ เพื่อลดอุณหภูมิภายในอาคาร 0.5-8 องศาเซลเซียส และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 64% จากระดับที่คาดการณ์ไว้ใน 25 ปีข้างหน้า.
เครดิตภาพ : AFP



