เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยเฉพาะการดำเนินงานของคณะพนักงานสืบสวนที่ 6/2568 กรณีการฆาตกรรม น.ส.โทโมโกะ คาวาชิตะ ว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา นายยาสึอากิ คาวาชิตะ และนางเอโกะ คาวาชิตะ บิดาและมารดาของ น.ส.โทโมโกะ คาวะชิตะ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ที่ถูกฆาตกรรมในช่วงเทศกาลลอยกระทงเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2550 ได้เดินทางเข้าพบผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินการสืบสวน และเรียกร้องในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอายุความทางคดีที่ต้องการให้คดีฆาตกรรมในประเทศไทยไม่มีอายุความ ซึ่งในประเด็นนี้ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะได้มีการรายงานไปยังระดับกระทรวงยุติธรรมต่อไป รวมถึงได้มีการกล่าวขอบคุณที่ดีเอสไอ ได้ตั้งคณะทำงานชุดพิเศษขึ้นมา

คณะพนักงานสืบสวน ระบุอีกว่า การสืบสวนของดีเอสไอในครั้งนี้ คือการเน้นติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งการทำงานก็ต้องสืบสวนหลายมิติ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนว่าบุคคลนั้นคือคนชาติใดและเป็นใคร ฉะนั้นการขยายผลจะช่วยให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากกว่าที่จะไปปักธงเลยว่าใครคือบุคคลต้องสงสัย อย่างไรก็ดี หากมีความชัดเจนเมื่อใด และข้อโต้แย้งต่าง ๆ มีอันเสร็จสิ้น ก็สามารถที่จะสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาระหว่างนี้ ดีเอสไอเองก็ได้มีการประสานกับสถานทูตญี่ปุ่นตลอด ทั้งรายงานข้อมูลและขอความร่วมมืออยู่แล้วในประเด็นที่ต้องการ จึงย้ำว่าเรายังคงอยู่ระหว่างการทำงานสืบสวนขยายผล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายยาสึอากิ คาวาชิตะ บิดาของ น.ส.โทโมโกะ ได้เรียกร้องสำคัญ 5 ประการ โดยประเด็นสำคัญที่สุด คือ การเรียกร้องให้ทางการไทยพิจารณายกเลิกอายุความคดีฆาตกรรมในประเทศไทยดังเช่นประเทศญี่ปุ่น และนอกจากประเด็นอายุความ นายยาสึอากิ ยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าของกระบวนการสืบสวนและการประสานความร่วมมือกับตำรวจญี่ปุ่น ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้ชี้แจงถึงการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยระบุว่าคดีดังกล่าวยังคงอยู่ในการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าคณะพนักงานสืบสวนยังคงดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในประเด็นอื่น ๆ อีกหลายด้าน แต่ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอได้ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะรวบรวมข้อคิดเห็นของนายยาสึอากิ ในเรื่องอายุความ นำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นเชิงนโยบายนี้ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พ.ย. ที่ รัฐสภา นายยาสึอากิ คาวาชิตะ และนางเอโกะ คาวาชิตะ บิดาและมารดาของ น.ส.โทโมโกะ คาวะชิตะ ยังได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีต รมว.ยุติธรรม เพื่อหารือและติดตามเรื่องดังกล่าว โดย พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ทางครอบครัวได้มีการมาติดตามเรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่ครอบครัวยังห่วงคือเรื่องอายุความคดีที่เหลือเพียง 2 ปี จึงเกรงเรื่องอายุความ ทางครอบครัวจึงอยากมาติดตาม โดยอยากให้ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้คดีฆาตกรรมไม่มีอายุความ ซึ่งตนทราบว่าทางสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการเสนอร่างกฎหมายแก้กฎหมายอาญาในเรื่องอายุความหากผู้ต้องหาหลบหนี หรือเป็นกรณีที่ยังจับกุมติดตามตัวผู้ต้องหาไม่ได้ โดยจะไม่ให้นับอายุความ ประกอบกับกฎหมายนี้ยังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลอาจจะยุบสภา เกรงว่าอาจจะไม่ทัน

แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่ยุบสภา ก็จะมีในช่วงสมัยของการเปิดประชุมสภา จะได้เร่งบรรจุนำเข้าไปเป็นวาระหนึ่งได้ แล้วก็จะเอาเหตุผลทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่ก่อนคดีฆาตกรรมก็เคยมีการจำกัดอายุความ แต่ในช่วงหลัง ทางญี่ปุ่นได้มีการยกเลิกให้คดีฆาตกรรมไม่มีอายุความ ซึ่งการที่จะไม่ให้มีอายุความก็เป็นประเด็นถกเถียงในสภาต่อไป เพราะบริบทของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งครอบครัวของ น.ส.โทโมโกะ ยังได้มีการส่งเอกสารให้พิจารณาดูว่า กรณีที่ทางการญี่ปุ่นยกเลิกไม่ให้มีอายุความในคดีฆาตกรรม ได้มีเหตุผลอะไรรองรับบ้าง เพื่อเราใช้เป็นหลักในการอ้างอิงได้ เพราะการที่เราจะบัญญัติกฎหมายใดขึ้นมา ก็มีเป้าประสงค์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดกับประชาชน.