เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการตรวจเยี่ยมกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ว่า สมุนไพรไทยมีตัวที่ดีๆ เยอะที่สามารถนำมาใช้ได้ ควรที่จะสนับสนุน เช่น มอร์ฟีนจากฝิ่น หากมีการพัฒนาภายในประเทศและควบคุมการใช้อย่างเข้มข้น ก็จะช่วยลดการนำเข้ายามอร์ฟีนจากต่างประเทศได้ โดยต้องหารือกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อควบคุมการผลิต เป็นการผลิตและวิจัยเพื่อใช้ทางการแพทย์เท่านั้น จะต้องมีวิธีการกระบวนการอย่างไรบ้าง ขอยืนยันว่าจะนำมาเพื่อใช้ทางการแพทย์เท่านั้น จะไม่มีการปลดล็อกแต่อย่างใด วันนี้กัญชายังต้องใช้ทางการแพทย์ ดังนั้นการจะนำฝิ่นมาผลิตมอร์ฟีนจะต้องมีการควบคุมอย่างเข้มข้น จะนำมาใช้ทางการแพทย์อย่างเดียว

“อยากให้ทุกคนสบายใจว่า ตอนนี้ยังเป็นขั้นตอนการนำเสนอความคิด ถ้าเป็นไปได้ และมีวิธีการควบคุมที่ชัดเจน มีการวางระบบต่างๆ ที่ชัดเจนก่อน เราถึงดำเนินการ และเพื่อลดการนำเข้า จะเป็นไปได้หรือไม่ เป็นแค่ความคิด ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องครอบคลุมและปลอดภัยจริงๆ เราถึงจะทำ” นายวรโชติ กล่าว

นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ที่เรากำลังคุยกันวันนี้คือเรื่องมอร์ฟีน ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ผลิตเองไม่ได้ โดยมอร์ฟีนมีต้นทางมาจากฝิ่น มาคุยกันในกระบวนการผลิต ซึ่งทดแทนการนำเข้า ไม่ได้ส่งเสริมการปลูก เป็นมุมมองว่าเรามีของดีอยู่แล้ว เพื่อลดการนำเข้า ยืนยันว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ด้าน พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ทางองค์การเภสัชกรรม อยู่ระหว่างร่วมกับ ป.ป.ส. ในการสกัดมอร์ฟีนจากฝิ่น ซึ่งเป็นสารที่ใช้ทางการแพทย์ แต่ละปีมีการนำเข้ามาใช้ในประเทศปีละกว่า 300 ล้านบาท โดยใช้ฝิ่นของกลางจาก ป.ป.ส. ซึ่งผ่านการทำวิจัยในห้องทดลองเรียบร้อยแล้ว ในการสกัดยามอร์ฟีน เพื่อไปใช้ประโยชน์ทางยา ทั้งการใช้ในรูปแบบมอร์ฟีนลดปวด การทำยาโคเดอีนแก้ไอ ซึ่งทำจากอนุพันธ์ของมอร์ฟีน ทั้งนี้เพื่อลดการนำเข้ายามอร์ฟีนจากต่างประเทศ  

“ตอนนี้เราทำเรื่องการศึกษาวิจัยแล้ว ตอนนี้องค์การเภสัชฯ กำลังลงทุน 36 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมและคิดว่าโครงการนี้น่าจะเสร็จไม่เกิน 2 ปี หรือประมาณปี 2570 ก็จะสามารถทดแทนการนำเข้ามอร์ฟีนจากต่างประเทศที่ใช้ปีละกว่า 300 ล้านบาทได้ ผ่านทางองค์การเภสัชฯ” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ในไทย โดยเฉพาะภาคเหนือมีความเหมาะสมในการปลูกฝิ่นได้ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากผิดกฎหมายยาเสพติด ที่เราทดลองจึงใช้ของกลางจาก ป.ป.ส. ส่วนต่อไป เมื่อทำแบบนี้ได้ การเดินหน้าระยะแรกก็อาจจะยังจำเป็นต้องใช้ฝิ่นของกลางจาก ป.ป.ส.อยู่ ขณะเดียวกันทาง ป.ป.ส.เองก็มีการทดลองปลูกอยู่พอสมควร อาจจะนำมาใช้ได้ เพราะหากคิดถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่าคุ้ม ก็ไปต่อได้ และหากทำในเชิงเศรษฐกิจแล้วได้ผลจริง ก็อาจจะมีการขออนุมัติพื้นที่พิเศษในการปลูกฝิ่นเพื่อใช้ทางการแพทย์ได้ นำสู่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในประเทศ และต่อไปก็ผลิตเพื่อการส่งออกได้

“อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องมีการคุมเข้มกว่ากัญชาแน่นอน เพราะฝิ่น มอร์ฟีนนั้นเป็นยาเสพติดจริงๆ  ต่างจาก CBD ในกัญชา ที่เราใช้กันอยู่นั้นไม่มีสารเสพติดอะไรเลย ที่ต้องควบคุมคือ THC แต่เรื่องของฝิ่นนั้น ทั้งหมดคือสารเสพติดที่เราเอามาใช้ในเชิงการแพทย์” ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าว

เมื่อถามว่าการใช้ฝิ่นของกลางมาสกัดมอร์ฟีน ถือว่าได้คุณภาพทางการแพทย์ (Medical Grade) พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า องค์การเภสัชฯ มีการทำโครงการจากของกลางอยู่ 2 ตัว คือ  ฝิ่น และกัญชา ซึ่งฝิ่นของกลาง ไม่ค่อยมีการปนเปื้อน แต่ในส่วนของกัญชานั้น หากต่างที่มา ก็จะมีคุณภาพ หรือการปนเปื้อนต่างกัน