เมื่อเวลา 13.45. วันที่ 12 พ.ย. ที่ใต้สะพานพุทธ ฝั่งพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวความพร้อม กทม. รับมือน้ำเหนือที่มีการระบายลงมาจากเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบแนวโน้มสถานการณ์น้ำฝน และ น้ำหนุนในพื้นที่ เพื่อคลายความวิตกกังวลให้กับประชาชนในกรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักการระบายน้ำ ร่วมให้ข้อมูล

นายวิศณุ กล่าวว่า กทม.มีแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีความสูงของน้ำต่างกันคือ 1. ฐานน้ำ จะสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ก็จะใช้กับเรื่องของน้ำหนุนว่ามีระดับเท่าไหร่ 2. ระดับน้ำของจริงก็คือจะมีน้ำฝนและน้ำเหนือเข้ามาเติม เมื่อรวมกันก็จะเป็นระดับน้ำจริงในแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับน้ำฝนในช่วงนี้ยังมีบ้างเพราะถือว่าเป็นช่วงปลายฝนแล้ว จากสถิติจะพบว่าช่วงปลายเดือน พ.ย. ฝนก็จะน้อยลง ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฝน

เรื่องสำคัญที่กังวลกัน ก็คือน้ำเหนือและน้ำหนุน ซึ่งดูจากตัวเลขน้ำหนุนในช่วงเดือน พ.ย. ระดับน้ำสูงสุดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีระดับน้ำอยู่ที่ 2.25 เมตร ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมมาในพื้นที่ ซึ่งในวันนั้นเป็นอิทธิพลจากน้ำหนุนเป็นหลัก ส่วนในวันอื่นๆสถานการณ์น้ำหนุนในเดือนนี้ก็จะไม่เท่ากับวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้จะมีน้ำหนุนอีกครั้งในวันที่ 20 พ.ย. และวันที่ 7-9 ธ.ค.68

สำหรับน้ำเหนือ จะถูกควบคุมโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ซึ่ง กทม.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งปริมาณน้ำที่เฝ้าระวัง คือปริมาณน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันระบายที่ปริมาณ 2,900 ลบ.ม. ทั้งนี้ กทม.มีจุดที่ติดตามและเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลผ่านก่อนเข้า กทม. คือ จุดสามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณเฉลี่ย 2,400 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำเมื่อปี 54 จะมีปริมาณน้ำที่จุดดังกล่าวเกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที จนทำให้เกิดปัญหาน้ำล้น

นายวิศณุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับจุดที่ชี้ให้เห็นว่ายังไม่ต้องกังวลมากนัก ก็คือระดับน้ำที่ในวันนี้ยังต่ำกว่าวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังมีระยะห่างจากเขื่อนอยู่ประมาณ 80 ซม. ซึ่งเขื่อนมีไล่ระดับความสูงลงมาตั้งแต่ ที่ติดกับ จ.นนทบุรี บริเวณสถานีสูบน้ำบางเขนใหม่จะมีความสูงที่ 3.50 เมตร ประตูระบายน้ำปากคลองตลาด ความสูง 3.00 เมตร จนถึงบางนา ความสูง 2.80 เมตร

ในขณะนี้ สิ่งที่เราเฝ้าระวังและติดตาม คือ น้ำที่จะเข้ามา 3 ลักษณะ แนวฟันหลอ แนวที่มีเขื่อนแล้วแต่ยังรั่วซึม และช่องเปิดทางขึ้นเรือ โดย 3 ลักษณะนี้เรามีการเตรียมการดังนี้ 1.แนวฟันหลอ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการปิดจุดฟันหลอจาก 32 จุด ปัจจุบันเหลือ 10 จุด ส่วนใหญ่แนวฟันหลอที่เหลือเป็นที่เอกชนที่ กทม.ต้องขออนุญาตเข้าไปดำเนินการ 2.แนวที่มีเขื่อนแล้วแต่ยังรั่วซึม จากปี 61 พบว่ามี 120 จุด ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขแล้ว เหลือ 76 จุด ราว 8 กม. ที่ยังมีรั่วซึมเข้ามาบ้าง 3. ช่องเปิดท่าเรือ ดำเนินการเปลี่ยนกระสอบทราย โดยนำกระสอบทรายใหม่ไปวางล้อมน้ำ ปิดกั้นไว้ไม่ให้ไหลเข้าท่วมถนน หากมีรั่วซึมก็ตัดน้ำเข้าสู่ระบบระบายน้ำแล้วสูบออกแม่น้ำอีกครั้งเนื่องจากระดับน้ำยังต่ำกว่าแนวเขื่อน

“แต่สิ่งที่กังวลคือความแข็งแรงของการเรียงกระสอบทรายและแรงกระแทกของคลื่นน้ำจากเรือที่วิ่งเร็วซัดเข้ามาอาจทำให้กระสอบทรายแตกได้ เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่สำรวจอยู่ตลอดเวลา”

นายวิศณุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับตอนนี้ที่ได้รับผลกระทบก็คือชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ 11 ชุมชน จำนวน 320 หลังคาเรือน สำนักงานเขตก็ได้เข้าไปดูแลบรรเทาความเดือดร้อนด้วยการทำทางเดินเข้าออกชุมชน ทั้งนี้ จะได้รับผลกระทบตามช่วงเวลาน้ำขึ้น น้ำลง ทั้งนี้หากใครพบปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1555 หรือทราฟฟี่ฟองดูว์

ด้านนายชัชชาติ ระบุว่า โดยสรุป สถานการณ์ของกรุงเทพฯ โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง สถานการณ์เริ่มจะคลี่คลายขึ้น เนื่องจากน้ำหนุนจากน้ำทะเลเริ่มลดลง ทำให้น้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อน ถึงแม้จะระบายเพิ่มก็จะไม่มีผลกระทบ เพราะระดับน้ำค่อนข้างลดลง ส่วนจุดที่กังวลว่าจะมีน้ำท่วมก็จะเป็นชุมชนที่อยู่นอกคัน ส่วนอีกหนึ่งปัญหาหลักก็คือเกิดจากเรือที่แล่นเร็วโดยเฉพาะเรือหางยาวทำให้คลื่นน้ำกระแทกกระสอบทราย เบื้องต้นได้ประสานงานกับทางกรมเจ้าท่าให้ควบคุมเรื่องความเร็วของเรือที่แล่นเร็วในระยะนี้ด้วย

“ขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่จังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ เพราะในต่างจังหวัดไม่ได้มีคันกั้นน้ำทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่จุดไม่มีเขื่อนกั้นได้รับปัญหาหนัก ทั้งนี้ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าไม่มีพายุเข้ามาเชื่อว่าจะเริ่มคลี่คลายขึ้น โดยปริมาณน้ำที่เราใช้อ้างอิงเมื่อปี 54 ที่จุดสามโคก จ.ปทุมธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,600 ลบ.ม./วินาที แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่วนปัญหาหลักๆ ของปี 54 ไม่ได้เกิดจากคันกั้นน้ำ แต่เป็นประตูน้ำที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ ขึ้นไปพัง จึงทำให้เกิดสถานการณ์น้ำโอบล้อมกรุงเทพฯ คือประตูบางโฉมศรี และประตูของคลองประปา ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 แห่งนี้ได้มีการซ่อมแซมมีความแข็งแรงมากขึ้นจากปี 54 แล้ว ดังนั้นถึงแม้น้ำจะเยอะใกล้เคียงกับปี 54 แต่สถานการณ์โครงสร้างต่างๆ ดีขึ้น เขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ ก็มีความสูงเพิ่มขึ้นอีก 50 ซม.ด้วย และตลอด 3 ปีเราก็ดำเนินการอุดจุดที่เป็นฟันหลอและจุดที่เป็นจุดอ่อนซึ่งเราก็ดำเนินการมาโดยตลอดเพราะถือว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญ” นายชัชชาติ กล่าว