จากกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐออกแถลงการณ์ เรื่องการคว่ำบาตรกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (ดีเคบีเอ) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มชาวกะเหรี่ยงนับถือศาสนาพุทธ ร่วมด้วยสมาชิกระดับอาวุโส 4 คน ฐานสนับสนุนศูนย์หลอกลวงในรัฐกะเหรี่ยง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมียนมา

รัฐบาลวอชิงตันยังขึ้นบัญชีดำบริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิง กรุ๊ป (Trans Asia International Holding Group Thailand Company Limited) และบุคคลชื่อนาย “ชามู สว่าง” (Chamu Sawang) เนื่องจากสนับสนุนและมีบทบาทกับการขับเคลื่อนศูนย์หลอกลวง ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของดีเคบีเอ

นายชามู สว่าง ถือสัญชาติไทย มีชื่อจีนว่า อวี๋ เจี้ยนจุน เป็นบุคคลซึ่งมีความเชื่อมโยงถึงเครือข่ายอาชญากรรมในจีน หรือ จีนเทา ทำงานร่วมกับดีเคบีเอ ในการดำเนินการศูนย์หลอกลวง หรือศูนย์สแกมเมอร์ และบุคคลดังกล่าวมีชื่อในตำแหน่งผู้อำนวยการของ ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิง กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย

ทั้งนี้ จากการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ บริษัท ทรานส์-เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (TRANS-ASIA INTERNATIONAL HOLDING GROUP (THAILAND) CO., LTD.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า มีการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 24 ก.พ. 2563 ด้วยทุนจดทะเบียน 20,000,000.00 บาท มีที่ตั้งเลขที่ 100/20 ถนนประสาทวิถี ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ประกอบกิจการ ขายส่งสินค้าทั่วไป โดยมีรายชื่อกรรมการ เพียง 1 คน คือ นายจะมู สว่าง

สำหรับผลดำเนินงาน

ปี 2563 – 2565 :

  • บริษัท ยังไม่มีรายได้หลักและรายได้รวม (ตัวเลขเป็น 0.00)
    • มีแต่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เกิดขึ้น ทำให้มี ผลขาดทุนสุทธิ ในทุกปี
    • ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 10,140 บาท ในปี 2563 ต่อมาในปี 2564 ขาดทุนเพิ่มเป็น 30,000 บาท และขาดทุนเพิ่มเป็น 798,280.76 บาท ในปี 2565

ปี 2566 :

  • บริษัทยัง ไม่มีรายได้หลัก
    • ยังคงมี ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สูงขึ้นมากเป็น 2,873,575.95 บาท
    • ส่งผลให้ ขาดทุนสุทธิ สูงสุดที่ 2,873,575.95 บาท

ปี 2567 (ปีที่เริ่มมีการดำเนินงาน) :

  • เป็นปีแรกที่ มีรายได้หลักและรายได้รวม เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ที่ 8,414,874.75 บาท
    • มี กำไรขั้นต้น ที่ 2,019,320.80 บาท
    • แม้จะมีรายได้ แต่เนื่องจาก รายจ่ายรวม (8,913,703.62 บาท) สูงกว่ารายได้รวม (8,414,874.75 บาท) ทำให้บริษัทยังคงมี ผลขาดทุนสุทธิ แต่ขาดทุนลดลงเหลือ 498,828.87 บาท (ดีขึ้น 82.64% เมื่อเทียบกับปี 2566)