เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ให้สัมภาษณ์ถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ที่เห็นชอบปลดล็อกให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วง 14.00-17.00 น. ว่า เครือข่ายอยากให้มีการพิจารณาที่รอบคอบ และมาจากความเห็นของทุกภาคส่วน แต่นโยบายควบคุมรอบนี้มาจากนโยบายฝ่ายการเมืองที่รับฟังภาคเอกชน ขณะที่ภาคสุขภาพเราเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะมีตัวอย่างให้เห็นจากการขยายเวลาเปิดผับบาร์ถึงตี 4 จริงๆ แล้วมีทางออกหลายอย่าง เช่น ขยายเวลาเฉพาะบางพื้นที่ก็ได้ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว หรือปรับให้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยว ดื่มสังสรรค์ ส่วนวันอื่นๆ ที่เป็นวันทำงานยังยึดแนวทางเดิมก็ได้ ดังนั้นมีหลายทางเลือกที่เป็นทางออก อย่างไรก็ตามผลกระทบที่ตามมาเราต้องพูดถึงความรับผิดชอบและการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ ทั้งคน อุปกรณ์ หรือมีการวางแผนรับกับการปรับเวลาอย่างไร
“จริงๆ การประเมินผลการเปิดผับตี 4 แสดงให้เห็นหลายจุดว่าไม่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ แต่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมมากกว่า ซึ่งเครือข่ายเสนอให้พิจารณายกเลิก แต่มติที่ออกกลับยืนอยู่บนฝั่งของผู้ประกอบการมากกว่า รัฐบาลมองเศรษฐกิจมีความสำคัญกว่าหรือไม่ ในขณะที่เรายืนอยู่บนฐานสุขภาพ” นายธีระ กล่าวและว่า เห็นว่าการทดลอง 6 เดือนนั้นควรทำเป็นบางพื้นที่หรือเป็นแซนด์บ็อกซ์ก็ยังดี พอเปิดหมดก็ได้รับผลกระทบไปทั่ว
นายธีระ กล่าวด้วยว่า ส่วนการร่วมจ่ายค่ารักษากรณีเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ ถือว่ามีเหตุผลที่จะทำ แต่ในทางปฏิบัติมีเรื่องเชิงเทคนิคหลายอย่าง ต้องมาดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพ อย่างไรก็ตามตนมองว่า มติที่ออกมานี้ย้อนแย้งโดยตัวมันเอง ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุข อยากให้คนสุขภาพดี ซึ่งแอลกอฮอล์อยู่ในรายการสินค้าที่ก่อให้เกิดมะเร็งกลุ่มที่ 1 เหมือนบุหรี่ สายสุขภาพมีข้อมูลยืนยันหลายอย่าง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกก็ยืนยันว่าไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัย และมีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาว่า คำที่บอกว่าดื่มบ้างเพื่อสุขภาพนั้นก็ไม่เป็นจริง อย่างไรก็ตามทางเครือข่ายจะเดินหน้ารณรงค์ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลของคนในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร โดยจะทำเป็นเวทีสาธารณะ ส่วนผลที่ออกมาจะส่งผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง.



