เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 68 นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คุณหมออารมณ์ดี เจ้าของเพจ “หมอเจด” ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ โดยระบุว่า
ตับถือว่าเป็นอวัยวะที่เงียบที่สุดแต่ทำงานหนักที่สุดครับ เพราะตับทั้งกรองสารพิษ ย่อยไขมัน และสร้างพลังงานให้ร่างกาย แต่ถ้าเราปล่อยให้มัน “ทำงานลำพัง” นานเกินไปโดยไม่ดูแล ตับจะเริ่มอักเสบ เสื่อม และสุดท้ายกลายเป็นมะเร็งตับโดยไม่รู้ตัว ข่าวดีคือแค่เราปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ทุกวัน ก็ช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นได้จริงครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมาแจกเคล็ดลับดี ๆ ทั้ง 7 ข้อ มีอะไรบ้างมาดูกันครับ
1. ดื่มน้ำให้พอในแต่ละวัน
น้ำคือหัวใจของการขับสารพิษจากตับ เพราะช่วยขับสารพิษออกจากตับโดยตรง ถ้าดื่มน้ำน้อย ตับต้องทำงานหนักและของเสียสะสม ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5-2 ลิตร เริ่มวันด้วยน้ำอุ่น 1 แก้ว กระตุ้นระบบเลือดและการย่อย ควรจิบระหว่างวันแทนการดื่มรวดเดียว หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มหวานจัด เพราะมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้ตับขาดน้ำโดยไม่รู้ตัวครับ
2. กินผักผลไม้ที่ช่วยล้างสารพิษ
แนะนำเป็นพวกผักตระกูลกะหล่ำอย่างบรอกโคลี คะน้า มีสารช่วยกระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษในตับ ส่วนผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รีช่วยลดการอักเสบและปกป้องเซลล์ตับ กินผักผลไม้ครบ 5 สีทุกวัน จะช่วยให้ระบบดีท็อกซ์ในตับทำงานดีขึ้น แนะนำกินแบบสด หรือนึ่งพอสุก หลีกเลี่ยงของปรุงรสจัด เพราะเกลือและน้ำมันมากเกินไปเพิ่มภาระให้ตับ
3. งดอาหารมันจัด ทอดบ่อย
พวกของทอดและมันจัดเพิ่มไขมันทรานส์และอนุมูลอิสระ ทำให้ตับสะสมไขมันและเกิด “ไขมันพอกตับ” ได้ง่าย หากกินบ่อย ตับจะอักเสบและเสื่อมเร็ว ควรเปลี่ยนมาทำอาหารแบบนึ่ง อบ หรือต้ม ใช้น้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันมะกอกแทนน้ำมันปาล์ม หลีกเลี่ยงของทอดตอนเย็น เพราะร่างกายเผาผลาญพลังงานช้าลง ทำให้ไขมันสะสมมากขึ้น
4. คุมปริมาณน้ำตาลและแป้งขัดสี
น้ำตาลและแป้งขัดสีส่วนเกินถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับได้ แม้ไม่ดื่มเหล้าก็เสี่ยง “ไขมันพอกตับจากน้ำตาล” ควรลดน้ำหวาน ขนม เบเกอรี เปลี่ยนเป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ และอย่ากินของหวานหลังมื้อเย็น เพราะพลังงานส่วนเกินจะถูกแปลงเป็นไขมันสะสมในตับโดยตรงครับ
5. ระวังยาที่มีผลต่อตับ
พอเวลาป่วยแล้วหลายคนชอบไปหาซื้อยามากินเอง ระวังไว้ในครับ เพราะยาหลายชนิด เช่น พาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดข้อ ถูกย่อยสลายที่ตับ หากกินต่อเนื่องเกินจำเป็นอาจทำให้ค่าตับสูง และเกิดพิษต่อตับเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการกินยานานเกิน 7 วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากต้องใช้ยาประจำ ควรตรวจค่าตับทุก 6 เดือน และอย่าซื้อสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่มี อย. เพราะอาจมีสารปนเปื้อนที่ทำลายตับได้ครับ
6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายแค่ขยับตัวก็ช่วยได้แล้วครับ ทั้งลดไขมันสะสมในตับและเพิ่มการไหลเวียนเลือด ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำวันละ 30 นาที ช่วยลดเอนไซม์ตับและลดความเสี่ยงไขมันพอกตับได้จริง ไม่ต้องหนักแต่ขอให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือนอนหลับให้พอ เพราะช่วงหลับลึกคือตอนที่ตับซ่อมแซมตัวเองดีที่สุดครับ
7. พักผ่อนให้พอและลดเครียด
เพราะตับจะเริ่มฟื้นฟูตัวเองตั้งแต่ประมาณ 5 ทุ่มเป็นต้นไป ถ้านอนดึกหรือนอนไม่พอ ตับจะซ่อมตัวเองไม่ทันและเกิดการอักเสบได้ง่าย ความเครียดยังเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้น้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น ควรนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน และทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น เดินเบา ๆ หายใจลึก หรือฟังเพลงก่อนนอนก็ได้นะ
ตับไม่ใช่แค่เครื่องกรองสารพิษ แต่เป็น “ศูนย์กลางพลังชีวิต” ของร่างกาย ถ้าเราเริ่มดูแลตับทุกวันด้วยการกินดี



