สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญมองการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. จะมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย และผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับใหม่
เนื่องจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้สร้างหมุดหมาย “อันดับแรกสองประการ” ได้แก่ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย เมื่อปี 2518 หรือเมื่อ 50 ปีก่อน และจีนเป็นประเทศใหญ่แห่งแรกที่พระองค์เลือกเสด็จพระราชดำเนินเยือน
พานเยี่ยนเสียน นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยไทย วิทยาลัยอาเซียนศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐถือเป็น “ช่องโหว่” ในความสัมพันธ์จีน-ไทยที่ผ่านมา ซึ่งการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ณ ห้วงเวลาทองของวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์จีน-ไทย และการยกระดับการจัดวางยุทธศาสตร์ของประเทศ
สวี่ลี่ผิง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สังกัดสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน เชื่อว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สะท้อนว่าความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างจีนกับไทยอยู่ในระดับสูงมาก รวมถึงตอกย้ำนัยสำคัญของ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” และลักษณะสำคัญแสนพิเศษของความสัมพันธ์ทวิภาคี
ความสัมพันธ์จีน-ไทยในอนาคตภายใต้การชี้นำจากการทูตประมุขแห่งรัฐจะพัฒนายิ่งขึ้นทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ก้าวจาก “50 ปีทอง” สู่ “50 ปีเพชร” ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
อนึ่ง ไทยเป็นคู่ค้ารายสำคัญของจีนในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 12 ปี โดยข้อมูลสถิติทางศุลกากรระบุว่ามูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับไทย เมื่อปี 2567 สูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.31 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ขณะเดียวกันไทยเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดและผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของจีน ในบรรดาประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน )
มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับไทยในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2568 หรือระหว่างเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ผ่านมา สูงถึง 114,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3.69 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
จ้าวเซินหง ผู้ช่วยวิจัยประจำสถาบันยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศศึกษา สังกัดโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนกลาง กล่าวว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับไทยมีรูปแบบที่สอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง และกำลังยกระดับจากการค้าแบบดั้งเดิมสู่ความร่วมมือที่มีคุณภาพสูง
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสถาบันวิจัยด้านต่างๆ ของจีน ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ การบินอวกาศ และเทคโนโลยีทางการศึกษา ซึ่งบ่งชี้ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีมีโอกาสเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
รศ.ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น จากคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ารัฐบาลไทยควรสานต่อสิ่งที่พระองค์ทรงริเริ่มระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในอนาคต
พานเยี่ยนเสียนกล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนเน้นย้ำการขยายการเปิดกว้างระดับสูงสู่โลกภายนอกและสร้างสถานการณ์ใหม่เพื่อความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ โดยมาตรการเปิดกว้างระดับสูงของจีนจะสร้างโอกาสเชิงโครงสร้างแก่ความร่วมมือระหว่างจีนกับไทย รวมถึงจีนกับอาเซียน
การยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 และการดำเนินการตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ( อาร์เซ็ป ) อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จะส่งเสริมการประสานงานเชิงองค์กรระหว่างจีนกับไทยในด้านต่างๆ เช่น กฎเกณฑ์เศรษฐกิจดิจิทัล เช่นการหมุนเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เช่นการเชื่อมต่อทางรถไฟจีน-ลาว-ไทย ซึ่งจะช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลของอาเซียน
การบรรจบกันของดอกผลจากการเปิดกว้างของจีนและความต้องการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยจะขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีจากการค้าแบบดั้งเดิมสู่การร่วมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมในระดับสูงขึ้น ร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ และแบ่งปันผลประโยชน์แก่ประชาชน
ซ่งชิงรุ่น นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สังกัดมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง กล่าวว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระมหากษัตริย์ไทยจะเสริมสร้างสายสัมพันธ์ทางความรู้สึกและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทำให้ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-ไทยจากการเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ดีสู่ระดับลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันก้าวหน้ามากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทยมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งกำลังเขียนบทใหม่ของ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ข้อตกลงฟรีวีซ่าระหว่างจีนกับไทยสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดามีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นำสู่การแลกเปลี่ยนทางการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศที่คึกคักเฟื่องฟู
ข้อมูลสถิติจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งประเทศจีนระบุว่าวันแรกของนโยบายฟรีวีซ่าข้างต้น มีพลเมืองจีนเดินทางสู่ไทย 18,258 คน และพลเมืองไทยเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่ของจีน 3,837 คน ด้านข้อมูลจากหน่วยงานการท่องเที่ยวของไทยระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยสูงถึง 6.73 ล้านคน เมื่อปี 2567 เพิ่มขึ้น 91.7% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี
สวี่ลี่ผิงกล่าวว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเพิ่มพูนพลังสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศอย่างมิต้องสงสัย ส่งเสริมการรู้จักและเข้าใจจีนของประชาชนชาวไทย เชื่อมโยงประชาชนของสองประเทศให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน จะยกระดับการรู้จักและเข้าใจไทยของประชาชนชาวจีน กระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนไทยเพิ่มขึ้น และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย
ไทยนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน และมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองในอาเซียน โดยการลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา มีเนื้อหาครอบคลุม 9 ด้าน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน การกำกับดูแลมาตรฐานและเทคนิค และกระบวนการประเมินความสอดคล้อง ซึ่งจะขยับขยายพื้นที่ความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างสองประเทศในอนาคต.
ข้อมูล-ภาพ: XINHUA



