ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาด้านกิจกรรมทางกายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025 (South-East Asia Physical Activity Conference 2025 SEAPAC 2025) ระหว่างวันที่ 5-7 พ.ย. 2568 ซึ่งจัดประชุมเป็นครั้งแรกโดย(สสส.) ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีบุคลากรด้านกิจกรรมทางกายที่สำคัญทั้งระดับโลก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าร่วม 700 คนจาก 14 ประเทศ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์

ดร.ฟาร์ซานา อัคเตอร์ ดอริน ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ทำงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้คนเกิดกิจกรรมทางกาย ตลอดจนภาครัฐให้การสนับสนุนทำให้เป็นประเทศที่เป็นผู้นำการสร้างกิจกรรมทางกายในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้โลกกำลังเผชิญความท้าทายกับสังคมดิจิตอล ทำให้ให้เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่ง

ศาสตราจารย์ มาร์ค เอส.เทรมเบลย์ จาก Active Healthy Kids Global Alliance กล่าวว่าขณะนี้ กิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน้อย และมีแนวโน้มกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ จะเห็นได้ชัดว่าเด็กใช้กิจกรรมอยู่หน้าจอเพื่อความบันเทิง มีเวลาเคลื่อนไหวน้อยหรือเรียกว่า“พฤติกรรมเนือยนิ่ง”ซึ่งการทำงานกิจกรรมทางกายคือการป้องกันโรค NCDs จึงต้องสนับสนุนให้เด็กออกมาเล่นนอกบ้านมากขึ้น เช่นเดียวกับการนอนหลับอย่างเพียงพอ ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย มีการ แต่ถ้ามีการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ เด็กในเดนมาร์กมีกิจกรรมทางกายมากกว่าเด็กในประเทศไทย ซึ่งการเรียนรู้ข้ามประเทศสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาได้

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่าสถานการณ์กิจกรรมทางกายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีระดับกิจกรรมทางกายอยู่ที่ประมาณ60-70%เท่านั้นขณะที่WHOแนะนำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักมากที่ 150 นาทีถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์
ระดับกิจกรรมทางกายโดยรวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 68% แต่กลุ่มย่อยที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็ก ซึ่งมีระดับที่ต่ำมาก เพียงประมาณ 26% เท่านั้น การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคNCDsซึ่งจะเห็นผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวโดยใช้เวลา 10 ถึง 20 ปี
นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการความร่วมมือ (Partnership Management) และมีการวางแผนแม่บทและแผนกลยุทธ์ในปี 2569 ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มวัยสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางกายสำหรับ เด็กปฐมวัย มีโครงการ “เด็กไทย แค่เล่นโลกก็เปลี่ยน”, สำหรับ เด็กวัยเรียน เน้นการเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายจาก 26% ให้สูงถึง 50-60% โดยการส่งเสริมให้เด็กได้กระโดด โลด เต้น เล่นบาสเกตบอล เพื่อกระตุ้นการเพิ่มความสูง และต้องสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ปกครอง ส่วน กลุ่มวัยทำงาน นโยบายมุ่งเน้นการลดโรค NCDs ผ่านกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ได้เชิญชวนประชาชนให้นำ ” 211″ มาใช้ ในชีวิตประจำวัน 2 ชั่วโมง ควรมีการขยับทางกายสัก 1 ครั้ง (สำหรับพนักงานในออฟฟิศ), 1 วัน ควรมีการเดินถึง 19,000 ก้าว เพื่อลดโรคหัวใจและหลอดเลือด, และ 1 สัปดาห์ ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 100 นาที หรือ 150 นาที

การส่งเสริมกิจกรรมทางกายต้องคิดควบคู่ไปกับการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการทำให้เด็กนั่งน้อยลง เล่นหน้าจอน้อยลง ออกมาเล่นนอกบ้านมากขึ้น และการส่งเสริมการนอนหลับที่มีสุขภาพที่ดี พฤติกรรมเหล่านี้รวมกันจะครอบคลุมเรื่องการเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านรศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกาย ประเทศไทย (ทีแพค )กล่าวว่า ทีแพคมีนวัตกรรมส่งแสริมกิจกรรมทางกายที่สำคัญ ไม่ว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในโรงเรียนแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของเด็ก การเดินประชุม (Workshop) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ยังทำงานส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กับผู้สูงอายุ โดย ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายของ สสส. ในการใช้ Physical Activity เพื่อป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข

SEAPAC 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของการรวมพลังในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและยังเป็นเวทีเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว ที่จะต่อยอดสู่การพัฒนาโรดแมป ด้านกิจกรรมทางกายของอาเซียน และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทุก 3 ปี เพื่อสร้างสังคมที่กระฉับกระเฉง และเท่าเทียมในระดับภูมิภาค



