เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ จะเข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ว่า พนักงานสืบสวนไต่สวน ที่รับเงินเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. ทั้งทางวินัยและอาญา โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กกต.ในเวลานั้น มีการยกคำร้องเรียนเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว แต่ตนอยากให้รื้อสำนวนขึ้นมาดูว่า เหตุใด กกต.จึงยกคำร้อง ส่วนวันนี้ กกต. จะกู้หน้า เรียกศรัทธาโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อนแค่นั้นไม่ได้ ต้องดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องให้สุดทาง การแค่ให้ออกจากจากราชการไว้ก่อนจะถูกกล่าวหาว่าต้องการตัดไฟ ทั้งเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากตนไปยื่นกับดีเอสไอแล้ว ต่อมาวันเสาร์ กกต. ก็เรียกประชุมด่วน และมีมติให้ออกจากราชการ แสดงว่าข้อมูลของตนเป็นข้อมูลจริง
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า แม้การสอบสวนพนักงาน กกต.คนดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคณะสอบสวน ชุดที่ 26 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องคดีฮั้ว สว. และตนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีเดียวกับที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ว่าอำนาจเจริญไม่มีการฮั้ว สว. ซึ่งตนพบข้อมูลว่า พนักงานคนดังกล่าวรับเงินเดือนอย่างมากสุดเดือนละ 50,000 กว่าบาท แต่กลับมีเงินหมุนเวียนในบัญชีช่วง 2 ปีนี้มากถึง 50 ล้านบาท และคนที่โอนเงินให้ก็เป็นขาใหญ่ของอำนาจเจริญ โดยขาใหญ่อำนาจเจริญยังโอนเงินให้กับขาใหญ่ของทางภาคใต้และภาคเหนือ ซึ่งคนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองด้วย
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ซึ่ง กกต.ห้ามไม่ให้ผู้สมัครนำโทรศัพท์เข้าไปยังสถานที่เลือก แต่กลับพบว่า ผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ปัจจุบันมีการใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลาที่ กกต.ห้าม โดยมี พล.ต.ท.คนหนึ่ง ซึ่งเป็น สว.ปัจจุบัน ได้โทรศัพท์ไปหาคนที่เขากระโดงในเวลานั้นด้วย และบางคนโทรศัพท์หากรรมการบริการพรรคบางพรรค ซึ่งตนมีรายชื่อตัวตึงหมด และมีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าผู้สมัคร สว. แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ กกต. กระทำอุกอาจเดินเข้าออกในสถานที่เลือกไปพบผู้สมัครด้วยกันกลุ่มเดียวกัน มีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ เช่น นายอลงกต วรกี มีการโทรศัพท์หลายครั้งไปหาคนที่อยู่จ.อุทัยธานี จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นหลักฐานชัดทั้งก่อนและหลังวันเลือก และหลังวันเลือกก็ไปรวมตัวกันที่ซอยรางน้ำของคนที่อยู่ในเครือข่ายนี้ ทั้งหมดนี้สามารถตรวจสอบได้ โดยหลังจากนี้ตนจะไปยื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เรียกกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. ระดับประเทศจาก กกต.มาเปิดโชว์ นอกจากนี้ยังพบ กกต.นับคะแนนผิด โดยเอาคะแนนไปให้กับ สว.สีน้ำเงิน ซึ่งว่ากันว่าถ้านับดีๆ ผู้สมัครสีน้ำเงินในเวลานั้นหลายคนจะตก ไม่ได้เข้ามาเป็น สว.

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การที่ตนนำข้อมูลมาเปิดเผย ทำให้ประชาชนกลับมาสนใจคดีนี้อีก เพราะตอนนี้มีองคาพยพพยายามเบี่ยงเบนคดีนี้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นคดีสำคัญที่สุด ยิ่งกว่าคดีพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ดังนั้นตนจะเปิดข้อมูลให้หนักขึ้น หวังว่า กกต.จะฉุกคิด แทนที่จะรับคำคนที่เขากระโดงว่าจะล้มคดีนี้แน่นอนหลังยุบสภา 2 สัปดาห์ในปลายปีนี้ หวังว่าข้อมูลของตนจะทำให้ท่านชั่งน้ำหนักว่า จะต้องไปติดคุกเหมือน พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีต กกต. หรือหยุดแค่นี้ ตราบใดที่ กกต.ชุดใหญ่ยังยกคำร้อง คุณก็ยังมีโอกาสแก้ตัว
ส่วนดีเอสไอ ตนค่อนข้างหมดหวัง เพราะโดยพฤติการณ์เหมือนจะเดินตาม กกต. มีข้อมูลว่ามีการส่งไลน์กลุ่มให้มีการชะลอรอฟังสัญญาณ ทำให้ตนรู้สึกว่า ดีเอสไอปิดประตูตายแล้ว คดีจะกลายเป็นว่าคดี กกต. ออกอย่างไร ดีเอสไอก็จะตามน้ำ ทั้งคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ตอนนี้คนที่อยู่กระทรวงยุติธรรมส่งสัญญาณไปถึงคนที่ดีเอสไอให้ทำหนังสือไปถึงเจ้าหน้าที่การรถไฟให้ทำหนังสือแจ้งกลับมาที่ดีเอสไอ ทำนองว่าการรถไฟได้ฟ้องคดีเองแล้วที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่ดีเอสไอจะรับคดีเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ เป็นการหาทางลงของดีเอสไอ ดังนั้น 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้จะมาอยู่แบบไม่เสียเปล่า จะยกคำร้องทุกอย่างไม่ว่าจะคดีฮั้วเลือก สว. หรือคดีเขากระโดง
นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงการเลือกประธาน กกต. คนใหม่ในวันพรุ่งนี้ว่า เชื่อว่าประธานจะเป็นอดีตผู้ว่าฯ แม้มีข่าวว่าจะสู้กับ กกต.ที่มาจากสายศาลฎีกาก็เชื่อว่าสายศาลฎีกาสู้ไม่ได้ ซึ่งตนได้ข่าวว่าที่เขาจะยกคำร้องคดีฮั้วเลือก สว. หลังยุบสภา 2 สัปดาห์ นอกจากจะอ้างได้ว่าหมดอำนาจไปแล้ว ไม่สามารถไปบีบ กกต.ให้ทำตามความต้องการได้ แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือนายอิทธิพร ประธาน กกต.คนปัจจุบันก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่อยากเซ็น ดังนั้นคนที่จะเซ็นยกคำร้องฮั้วเลือก สว. คืออดีตผู้ว่าฯ ที่จะมาเป็นประธานคนใหม่ ทุกอย่างก็ครบ หาความชอบธรรมให้ตัวเองด้วยการยุบสภา หาคนมาเซ็นยกคำร้องฮั้วเลือก สว. ก็หาได้แล้ว ไม่มีอะไรที่คนไทยเหนี่ยวรั้งได้แล้ว.



