เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่า ตั้งแต่เกิดเหตุทหารเหยียบกับระเบิดใหม่ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากการลงนามปฏิญญาร่วมเพื่อนำไปสู่สันติภาพ มีข้อมูลหลากหลายจากหลายหน่วยงาน แต่ช่วงเวลาที่นำเสนออาจทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงกรณีการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ไป รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแน่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดน ควบคู่การดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าให้สำเร็จด้วยดี เพื่อประโยชน์ของคนไทยและรักษาอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้รัฐบาลและกองทัพยืนยันว่าเราจะใช้แนวทางสันติวิธี แต่ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะตอบโต้หากโดนยั่วยุตามความเหมาะสม

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทันทีทุกระดับ ไม่เหลือช่องว่างใดๆ หลังเกิดเหตุการณ์ ซึ่งกัมพูชาละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา อีกทั้งได้ชี้แจงพร้อมหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งมีใจความสำคัญ คือไทยยึดมั่นในเส้นทางแห่งสันติภาพ เคารพ และปฏิบัติตามปฏิญญามาตลอด แต่การละเมิดข้อตกลงของฝ่ายกัมพูชา ทำให้ไทยต้องสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมทั้งประกันความปลอดภัยของประชาชน เราจึงมีความจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมฯ ชั่วคราว และไทยจะกลับมาปฏิบัติตามอีกครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีและความจริงใจของกัมพูชา

นายนิกรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในหลายโอกาส ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.นายกรัฐมนตรีขอให้แยกเรื่องการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เป็นเรื่องความมั่นคง ออกจากการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ไม่เกี่ยวกับประเทศอื่น 2.ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ช่วยหาแนวทางฟื้นฟูสันติภาพ โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยคือให้กัมพูชาขอโทษ และสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นเดิมเกิดขึ้นอีก และ 3.ผู้นำทั้งสองแสดงความเข้าใจ และรับพิจารณาข้อเสนอของไทย ทั้งนี้ หลังการหารือดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสืออีกฉบับถึงประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อย้ำท่าทีของไทย และเรื่องสำคัญที่กัมพูชาต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในปฏิญญาร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการวางทุ่นระเบิด และต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับกัมพูชาที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของปฏิญญาร่วมดังกล่าว

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ มีกำหนดร่วมประชุมเวที Indo-Pacific Ministerial Forums ครั้งที่ 4 กับสหภาพยุโรป (อียู) และตลอดสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์หน้า จะพบกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย โดยจะร่วมกิจกรรมที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซีที) ในวันที่ 25 พ.ย. นี้ อีกทั้ง ไทยจะยกประเด็นที่กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวาต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 ธ.ค. 2568 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยคาดว่ามีผู้แทนระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมการประชุมด้วย อีกทั้งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ในระดับรัฐมนตรี เดือน ธ.ค. นี้ กระทรวงการต่างประเทศขอยืนยันว่าเราดำเนินการการทูตเชิงรุกในทุกกรอบในทุกเวทีอย่างทันท่วงที

ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผลการปฏิบัติการปราบสแกมเมอร์ขณะนี้เป็นที่น่าพอใจ โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมคนร้าย 7,000 กว่าราย ทั้งอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท รวมถึงขบวนการซิมผี บัญชีม้า ลักลอบนำคนไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน และได้จับกุมเว็บไซต์การพนันรายเล็กรายใหญ่ ยึดทรัพย์สินกว่า 41 ล้านบาท รวมถึงประสานงานการปิดกั้นแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และสำรวจเสาสัญญาณ ตลอดจนจุดที่มีการลักลอบใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน กว่า 1,600 จุด ซึ่งทางตำรวจจะประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ดำเนินการต่อไป

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการในต่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางเยือนจีน เพื่อประชุมร่วม 6 ประเทศที่ประสบภัยสแกมเมอร์ ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันนำไปสู่ข้อริเริ่ม ว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และออนไลน์ ในหลายด้าน อาทิ ทุกประเทศจะใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ปฏิบัติการกวาดล้าง ล้อมปราบฐานพนันออนไลน์และศูนย์สแกม จับกุมผู้ต้องสงสัยร่วมกัน ประสานการปฏิบัติสอบสวน การเก็บพยานหลักฐานในคดีต่างๆ การแลกเปลี่ยนพยานหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรม ตกลงส่งตัวผู้ต้องหาไปยังประเทศที่ต้องการตัว อายัดติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีคืนผู้เสียหาย การพัฒนาประสานข่าวกรองข้ามแดน สนับสนุนการปฏิบัติการระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนแนวทางการกำกับแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ระบบชำระเงินและคริปโต โดยกรอบความร่วมมือนี้ คาดว่าจะมีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการเชิงรุกอย่างเข้มข้น