ความตึงเครียดบริเวณ ชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ได้สะท้อนเพียง “ข้อพิพาททางความมั่นคง” แต่กำลังลุกลามเป็นแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่การค้าชายแดนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี และเป็นเส้นเลือดสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, เกษตรกร และโลจิสติกส์ท้องถิ่น การหยุดยิงที่ยังไม่แน่นอน รวมถึงแรงกดดันจากประเทศคู่ค้าและเวทีระหว่างประเทศ ทำให้บรรยากาศธุรกิจเต็มไปด้วยความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน การขนส่ง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ช่วงเวลานี้ ยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา จะจบลงเมื่อไร อย่างไร การค้าขายชายแดนที่หยุดชะงักไปเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะจบง่ายๆ    

จากประเด็นนี้ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ระบุถึงผลกระทบต่อการค้าชายแดนของไทยจากเหตุปะทะชายแดนกัมพูชา ปัจจุบันไทยมีการค้าผ่านแดนกับกัมพูชาผ่านจุดหลักๆ 5 ด่าน เช่น ด่านอรัญประเทศ คลองใหญ่ ช่องจอม จันทบุรี และช่องสะงัม ซึ่งมีการปิดด่านชายแดนมามากกว่า 5 เดือน ตั้งแต่ประมาณเดือน มิ.ย. ถ้านับมูลค่าความเสียหายการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา อยู่ที่ประมาณเดือนละ 13,500–15,000 ล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 67,000–75,000 ล้านบาท

“ตอนนี้ไม่อยากให้มองแค่มูลค่าความเสียหายการค้าชายแดนเพียงอย่างเดียว เราต้องพูดถึงความมั่นคง อธิปไตยของประเทศเป็นสำคัญด้วย ซึ่งเข้าใจว่า ผู้ประกอบการค้าชายแดน ก็น่าจะเข้าใจในจุดนี้ สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการ คือ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในจุดนี้อย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการยังมีสภาพคล่อง ลดผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว