เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้ขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี 100 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมสิ้นสุดเดือน ก.ย.2568 ไปจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2568 เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ครบทุกสิทธิ และเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากการเผาอ้อยในฤดูผลิต โดยมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยหันมาตัดอ้อยสดแทนการเผา ซึ่งช่วยลดมลพิษฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในหลายจังหวัดภาคกลาง–อีสาน โดยรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินรวม 5,175 ล้านบาท ใช้แหล่งเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปพลางก่อน และจัดสรรค่าชดเชยต้นทุนทางการเงินรวม 158.58 ล้านบาท ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เคยอนุมัติไว้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือแต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือปรับปรุงข้อมูลในแอปพลิเคชันของภาครัฐได้ครบถ้วน ทำให้ยังไม่ได้รับการโอนเงินตามกำหนด จึงจำเป็นต้องขยายเวลา เพื่อให้เกษตรกรทุกคนที่มีสิทธิสามารถรับเงินได้ครบถ้วน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ขัดข้อง รวมถึงเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานอย่างรัดกุม ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การจัดทำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และการประเมินผลมาตรการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายลดการเผาอ้อยในระยะยาว



